เปิดเหตุผล ทำไม “ญี่ปุ่น” รับมือภัยพิบัติ ได้เร็วกว่าไทย!

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิดเหตุผล ทำไม “ญี่ปุ่น” รับมือภัยพิบัติ ได้เร็วกว่าไทย!

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับทำไมญี่ปุ่นจึงรับมือภัยพิบัติได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าประเทศไทย?

 

ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น น้ำท่วม หรือดินถล่มในญี่ปุ่น ภาพที่ผู้คนทั่วโลกมักเห็นคือการอพยพที่เป็นระเบียบ การแจ้งเตือนที่รวดเร็ว และการเข้าช่วยเหลือที่แทบจะเกิดขึ้นทันที จนหลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดญี่ปุ่นจึงสามารถบริหารจัดการภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเป็นประเทศที่เผชิญภัยธรรมชาติบ่อยครั้งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

คำตอบสำคัญอยู่ที่โครงสร้างการบริหารจัดการภัยพิบัติของญี่ปุ่น ซึ่งออกแบบให้ "ท้องถิ่น" เป็นศูนย์กลางของการรับมือ ขณะที่รัฐบาลกลางทำหน้าที่สนับสนุนด้านนโยบาย งบประมาณ และทรัพยากร ต่างจากประเทศไทยที่ใช้ระบบการบริหารแบบบูรณาการจากส่วนกลางลงสู่จังหวัดและท้องถิ่นเป็นหลัก

 

สรุปข่าว

“ญี่ปุ่น” บริหารจัดการภัยพิบัติแบบ “กระจายอำนาจ” ให้เทศบาลเป็นด่านหน้ารับมือ ขณะที่จังหวัดและรัฐบาลกลางทำหน้าที่สนับสนุนทรัพยากรและนโยบาย ขณะที่ประเทศไทยใช้ระบบ สั่งการจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น แม้มีเครือข่ายจิตอาสาและหน่วยกู้ภัยเข้มแข็ง แต่บางขั้นตอนอาจใช้เวลามากกว่าเพราะต้องผ่านกระบวนการราชการ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเตรียมพร้อมของชุมชน ระบบแจ้งเตือนที่รวดเร็ว และการกระจายอำนาจ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นรับมือภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับทำไมญี่ปุ่นจึงรับมือภัยพิบัติได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าประเทศไทย?

 

ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น น้ำท่วม หรือดินถล่มในญี่ปุ่น ภาพที่ผู้คนทั่วโลกมักเห็นคือการอพยพที่เป็นระเบียบ การแจ้งเตือนที่รวดเร็ว และการเข้าช่วยเหลือที่แทบจะเกิดขึ้นทันที จนหลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดญี่ปุ่นจึงสามารถบริหารจัดการภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเป็นประเทศที่เผชิญภัยธรรมชาติบ่อยครั้งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

คำตอบสำคัญอยู่ที่โครงสร้างการบริหารจัดการภัยพิบัติของญี่ปุ่น ซึ่งออกแบบให้ "ท้องถิ่น" เป็นศูนย์กลางของการรับมือ ขณะที่รัฐบาลกลางทำหน้าที่สนับสนุนด้านนโยบาย งบประมาณ และทรัพยากร ต่างจากประเทศไทยที่ใช้ระบบการบริหารแบบบูรณาการจากส่วนกลางลงสู่จังหวัดและท้องถิ่นเป็นหลัก

 

ระบบของญี่ปุ่นใช้แนวคิดการกระจายอำนาจ โดยให้เทศบาล เมือง และหมู่บ้านเป็นหน่วยงานด่านหน้าที่รับผิดชอบประชาชนในพื้นที่โดยตรง เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เทศบาลสามารถประกาศเตือนภัย สั่งอพยพ เปิดศูนย์พักพิง จัดหาอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงดำเนินการค้นหา กู้ภัย และดับเพลิงในระยะแรกได้ทันที นอกจากนี้ยังจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง (Hazard Map) และฝึกซ้อมอพยพประชาชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทุกคนรู้หน้าที่ของตนเองเมื่อเกิดภัยพิบัติ

 

ในระดับจังหวัด มีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนเทศบาล หากสถานการณ์รุนแรงเกินกำลัง จะเข้ามาช่วยจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเติม ทั้งการตั้งโรงพยาบาลสนาม การจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ และการจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราวให้ผู้ที่สูญเสียบ้านเรือน

 

ขณะที่รัฐบาลกลางของญี่ปุ่นรับผิดชอบการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการภาพรวมของประเทศ มีการเฝ้าระวังภัยพิบัติผ่านหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยา และมีระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน J-ALERT ซึ่งสามารถส่งสัญญาณเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้ภายในเวลาอันสั้น พร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณพิเศษเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย และส่งกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (SDF) เข้าสนับสนุนภารกิจกู้ภัย ลำเลียงเสบียง และฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเมื่อจำเป็น


อีกหนึ่งจุดแข็งของญี่ปุ่นคือความเข้มแข็งของชุมชน อาสาสมัครดับเพลิงและกู้ภัยในแต่ละพื้นที่มีบทบาทสำคัญในการรับมือเหตุฉุกเฉิน ทำให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ตั้งแต่นาทีแรกก่อนที่หน่วยงานระดับสูงจะเข้าถึงพื้นที่

 

สำหรับประเทศไทย ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติใช้แนวทางที่แตกต่าง โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบาย สั่งการ และจัดสรรทรัพยากร ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล มีหน้าที่เตรียมความพร้อมและช่วยเหลือเบื้องต้น แต่หลายด้านยังต้องอาศัยการสนับสนุนด้านงบประมาณ การอนุมัติ และการสั่งการจากจังหวัดหรือส่วนกลาง

 

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของประเทศไทยคือการมีเครือข่ายจิตอาสา มูลนิธิ หน่วยกู้ภัย และกองทัพ ที่สามารถระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤติ แม้การดำเนินงานบางส่วนอาจต้องผ่านขั้นตอนตามระบบราชการ

 

เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองประเทศ จะเห็นว่าญี่ปุ่นใช้แนวคิด Bottom-up หรือ "ล่างขึ้นบน" โดยให้ชุมชนและเทศบาลเป็นผู้ตัดสินใจและจัดการเหตุการณ์ในพื้นที่ก่อน แล้วจึงขอรับการสนับสนุนจากจังหวัดและรัฐบาลกลางเมื่อเกินขีดความสามารถ ขณะที่ประเทศไทยใช้แนวคิด Top-down หรือ "บนลงล่าง" ซึ่งเน้นการสั่งการจากส่วนกลางผ่านจังหวัดลงสู่ท้องถิ่น ทำให้การบริหารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่บางสถานการณ์อาจใช้เวลามากกว่าเนื่องจากขั้นตอนการประสานงานและการอนุมัติ

 

แม้ทั้งสองระบบจะมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน แต่กรณีของญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นว่า การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น การเตรียมพร้อมของชุมชน และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ และเป็นแนวทางที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงในอนาคต

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters