
ยุโรปอากาศร้อนจัดทำคนเสียชีวิตพุ่งมากกว่าพันราย นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติเมื่อโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงความวิกฤตของสภาพภูมิอากาศ
ปีนี้หลายประเทศในยุโรปกำลังเจอกับอากาศที่ร้อนทำลายสถิติเดิมอย่างน่าใจหาย แต่เครื่องปรับอากาศแม้คนไทยจะเคยชินว่าคือเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่อนคลายความร้อนในยามจำเป็นที่เห็นได้ทั่วไปแต่กลับยังคงเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับชาวยุโรป เพราะที่ผ่านมาชาวยุโรปแทบไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เแอร์เนื่องจากเป็นที่ทราบกันว่าปกติแล้วหรืออาจจะพูดได้ว่าในอดีตยุโรปมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี แม้จะมีช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนบ้างแต่ก็ไม่ได้ร้อนจนกระทั่งต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ
ตามข้อมูลของหน่วยงานข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ ชาวอเมริกันราว 90% มีเครื่องปรับอากาศติดตั้งในบ้าน ขณะที่ในยุโรป ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกัน มีเพียงประมาณ 20% โดยในอิตาลีมีสัดส่วนการติดแอร์ประมาณ 50% สเปนอยู่ที่ราว 40% ขณะที่ในเยอรมนีมีประมาณ 6% เท่านั้น และเมื่อชาวยุโรปไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศทำให้การออกแบบบ้านไม่สนับสนุนให้มีการติดตั้งเท่าไหร่นัก
แต่เมื่อคลื่นความร้อนรุนแรงคืบคลานเข้ามา เครื่องปรับอากาศกลับเป็นสิ่งจำเป็นราวกับปัจจัย 4 ในการใช้ชีวิตของชาวยุโรปในแต่ละวัน การวิเคราะห์ล่าสุดของ ClimaMeter เครือข่ายนักวิจัยด้านสภาพอากาศของยุโรป พบว่า อุณหภูมิในเดือนมิถุนายน ปี 2026 สูงกว่าค่าที่ควรจะเป็นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ถึงประมาณ 2-4 องศาเซลเซียส นักวิจัยชาวอิตาลีที่ร่วมโครงการ ClimaMeter กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวกำลังทำให้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในเยอรมนีความต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ทำความเย็นเพิ่มขึ้นถึง 75% ระหว่างปี 2019-2024 ซึ่งปี 2024 ยังเป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
นอกจากความไม่จำเป็นหลายประเทศในยุโรปกลับมีกฎระเบียบเคร่งครัดหากประชาชนต้องการครอบครองเครื่องปรับอากาศไว้ในบ้านของพวกเขา ทั้งจะต้องขออนุญาตติดตั้งเพิ่มเติมซึ่งการขออนุญาตก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนอกจากต้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัยแล้วยังต้องพิจารณาด้วยว่าการติดตั้งเครื่องคอมเพรสเซอร์ไว้ที่ด้านนอกของอาคารจะทำให้ตัวตึกดูสวยงามน้อยลงจนบดบังอาคารเก่าแก่ที่สวยงามในยุโรปหรือไม่
นอกจากนี้ ข้อกำหนดด้านมลพิษทางเสียง ในสหราชอาณาจักรกำหนดว่าเสียงจากคอมเพรสเซอร์ภายนอกต้องไม่เกิน 42 เดซิเบลที่หน้าต่างบ้านเพื่อนบ้านและตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 มาตรฐานนี้เข้มขึ้นขึ้นอีกกำหนดเป็น 37 เดซิเบล คอมเพรสเซอร์ที่ติดตั้งผิดตำแหน่งอาจนำไปสู่การร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมได้แม้จะผ่านการขออนุญาตแล้ว
ค่าใช้จ่ายเป็นอีกอุปสรรคสำคัญ ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้การเปิดเครื่องปรับอากาศมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย ยุโรปมีค่าไฟที่แพงที่สุดในโลก ข้อมูลจาก Eurostat ระบุว่า ในครึ่งหลังของปี 2568 ราคาไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับครัวเรือนในสหภาพยุโรปอยู่ที่ 28.96 ยูโรต่อ 100 กิโลวัตต์ ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับก่อนวิกฤตพลังงานปี 2565 นอกจากนี้ ผลสำรวจทั่วสหภาพยุโรปพบว่า 38% ของประชาชนระบุว่าพวกเขาไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการทำให้บ้านเย็นได้ แม้การทำความร้อน้ในฤดูหนาวจะถูกมองว่าเป็นความจำเป็นพื้นฐาน แต่การทำความเย็นกลับในฤดูร้อนกลับยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับเดียวกัน
เครื่องปรับอากาศก็มีผลต่อภาวะโลกร้อน นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ยุโรปใช้เครื่องปรับอากาศน้อย ข้อมูลล่าสุดจาก Eurostat ระบุว่า แม้พลังงานที่ใช้ทำความร้อนอาคารในปี 2024 จะลดลงเล็กน้อย แต่การใช้พลังงานเพื่อทำความเย็นกลับเพิ่มขึ้น 15.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สถิติจากทั่วโลกระบบทำความเย็นคิดเป็นประมาณ 10% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด และเนื่องจากไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงยิ่งทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น
อย่างในกรณีของสวิตเซอร์แลนด์ เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นของประเทศ ระบุว่า แม้จะไม่ได้มีกฎหมายห้ามใช้เครื่องปรับอากาศโดยสิ้นเชิง แต่การติดตั้งระบบปรับอากาศแบบถาวรกลับทำได้ยากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก โดยเฉพาะที่นครเจนีวาถูกมองว่าเป็นรัฐที่มีข้อกำหนดเข้มงวดที่สุด เจ้าของบ้านที่ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบถาวร บางกรณีต้องพิสูจน์ว่ามีความจำเป็นอย่างแท้จริงและอาจต้องแสดงใบรับรองทางการแพทย์เพื่อยืนยันเหตุผลในการติดตั้ง เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นของเจนีวามองว่าเครื่องปรับอากาศใช้พลังงานสูงและไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของเมือง
เช่นเดียวกับที่ ซูริก ซึ่งมีประชากรมากที่สุดของประเทศ ก็มีข้อจำกัดในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเช่นกัน ผู้ขออนุญาตอาจต้องพิสูจน์ว่าระบบที่ติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานด้าน ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และ ระดับเสียงรบกวน แต่ก็มีบางเมืองที่เคยกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดสำหรับระบบทำความเย็นแต่เริ่มผ่อนคลายข้อกำหนดเพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือกับฤดูร้อนที่อากาศรุนแรงได้ร่วมกับแรงกดดันในหมู่ชาวสวิสที่เพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ สารทำความเย็น เป็นอีกประเด็นที่ถูกควบคุมตั้งแต่ปี 2568 โดยเครื่องปรับอากาศทุกเครื่องที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปต้องใช้สารทำความเย็นประเภท “A2L” ซึ่งมีค่า GWP หรือดัชนีชี้วัดศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อนต่ำ
แล้วมีทางเลือกอื่นนอกจากเครื่องปรับอากาศหรือไม่ ?
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังมีทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเครื่องปรับอากาศแบบเดิม ฌอง-เซบาสเตียง บร็อก จากสถาบันนโยบายพลังงานและสภาพภูมิอากาศแห่งยุโรป กล่าวว่า อาคารรุ่นใหม่สามารถออกแบบให้ต้องการระบบทำความเย็นน้อยลงได้ อย่างการออกแบบให้ลมไหลเวียนได้ดี การใช้วัสดุที่สะสมความร้อนน้อย ขณะเดียวกันอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ฮีตปั๊ม” (Heat Pump) แม้จะมีราคาสูงกว่า แต่สามารถใช้ได้ทั้งทำความร้อนและทำความเย็นพร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของครัวเรือน นอกจากนี้ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำในเมืองยังช่วยลดปรากฏการณ์ เกาะความร้อนในเมืองได้อีกด้วย
สรุปข่าว
ยุโรปอากาศร้อนจัดทำคนเสียชีวิตพุ่งมากกว่าพันราย นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติเมื่อโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงความวิกฤตของสภาพภูมิอากาศ
ปีนี้หลายประเทศในยุโรปกำลังเจอกับอากาศที่ร้อนทำลายสถิติเดิมอย่างน่าใจหาย แต่เครื่องปรับอากาศแม้คนไทยจะเคยชินว่าคือเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่อนคลายความร้อนในยามจำเป็นที่เห็นได้ทั่วไปแต่กลับยังคงเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับชาวยุโรป เพราะที่ผ่านมาชาวยุโรปแทบไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เแอร์เนื่องจากเป็นที่ทราบกันว่าปกติแล้วหรืออาจจะพูดได้ว่าในอดีตยุโรปมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี แม้จะมีช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนบ้างแต่ก็ไม่ได้ร้อนจนกระทั่งต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ
ตามข้อมูลของหน่วยงานข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ ชาวอเมริกันราว 90% มีเครื่องปรับอากาศติดตั้งในบ้าน ขณะที่ในยุโรป ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกัน มีเพียงประมาณ 20% โดยในอิตาลีมีสัดส่วนการติดแอร์ประมาณ 50% สเปนอยู่ที่ราว 40% ขณะที่ในเยอรมนีมีประมาณ 6% เท่านั้น และเมื่อชาวยุโรปไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศทำให้การออกแบบบ้านไม่สนับสนุนให้มีการติดตั้งเท่าไหร่นัก
แต่เมื่อคลื่นความร้อนรุนแรงคืบคลานเข้ามา เครื่องปรับอากาศกลับเป็นสิ่งจำเป็นราวกับปัจจัย 4 ในการใช้ชีวิตของชาวยุโรปในแต่ละวัน การวิเคราะห์ล่าสุดของ ClimaMeter เครือข่ายนักวิจัยด้านสภาพอากาศของยุโรป พบว่า อุณหภูมิในเดือนมิถุนายน ปี 2026 สูงกว่าค่าที่ควรจะเป็นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ถึงประมาณ 2-4 องศาเซลเซียส นักวิจัยชาวอิตาลีที่ร่วมโครงการ ClimaMeter กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวกำลังทำให้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในเยอรมนีความต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ทำความเย็นเพิ่มขึ้นถึง 75% ระหว่างปี 2019-2024 ซึ่งปี 2024 ยังเป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
นอกจากความไม่จำเป็นหลายประเทศในยุโรปกลับมีกฎระเบียบเคร่งครัดหากประชาชนต้องการครอบครองเครื่องปรับอากาศไว้ในบ้านของพวกเขา ทั้งจะต้องขออนุญาตติดตั้งเพิ่มเติมซึ่งการขออนุญาตก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนอกจากต้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัยแล้วยังต้องพิจารณาด้วยว่าการติดตั้งเครื่องคอมเพรสเซอร์ไว้ที่ด้านนอกของอาคารจะทำให้ตัวตึกดูสวยงามน้อยลงจนบดบังอาคารเก่าแก่ที่สวยงามในยุโรปหรือไม่
นอกจากนี้ ข้อกำหนดด้านมลพิษทางเสียง ในสหราชอาณาจักรกำหนดว่าเสียงจากคอมเพรสเซอร์ภายนอกต้องไม่เกิน 42 เดซิเบลที่หน้าต่างบ้านเพื่อนบ้านและตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 มาตรฐานนี้เข้มขึ้นขึ้นอีกกำหนดเป็น 37 เดซิเบล คอมเพรสเซอร์ที่ติดตั้งผิดตำแหน่งอาจนำไปสู่การร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมได้แม้จะผ่านการขออนุญาตแล้ว
ค่าใช้จ่ายเป็นอีกอุปสรรคสำคัญ ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้การเปิดเครื่องปรับอากาศมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย ยุโรปมีค่าไฟที่แพงที่สุดในโลก ข้อมูลจาก Eurostat ระบุว่า ในครึ่งหลังของปี 2568 ราคาไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับครัวเรือนในสหภาพยุโรปอยู่ที่ 28.96 ยูโรต่อ 100 กิโลวัตต์ ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับก่อนวิกฤตพลังงานปี 2565 นอกจากนี้ ผลสำรวจทั่วสหภาพยุโรปพบว่า 38% ของประชาชนระบุว่าพวกเขาไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการทำให้บ้านเย็นได้ แม้การทำความร้อน้ในฤดูหนาวจะถูกมองว่าเป็นความจำเป็นพื้นฐาน แต่การทำความเย็นกลับในฤดูร้อนกลับยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับเดียวกัน
เครื่องปรับอากาศก็มีผลต่อภาวะโลกร้อน นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ยุโรปใช้เครื่องปรับอากาศน้อย ข้อมูลล่าสุดจาก Eurostat ระบุว่า แม้พลังงานที่ใช้ทำความร้อนอาคารในปี 2024 จะลดลงเล็กน้อย แต่การใช้พลังงานเพื่อทำความเย็นกลับเพิ่มขึ้น 15.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สถิติจากทั่วโลกระบบทำความเย็นคิดเป็นประมาณ 10% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด และเนื่องจากไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงยิ่งทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น
อย่างในกรณีของสวิตเซอร์แลนด์ เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นของประเทศ ระบุว่า แม้จะไม่ได้มีกฎหมายห้ามใช้เครื่องปรับอากาศโดยสิ้นเชิง แต่การติดตั้งระบบปรับอากาศแบบถาวรกลับทำได้ยากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก โดยเฉพาะที่นครเจนีวาถูกมองว่าเป็นรัฐที่มีข้อกำหนดเข้มงวดที่สุด เจ้าของบ้านที่ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบถาวร บางกรณีต้องพิสูจน์ว่ามีความจำเป็นอย่างแท้จริงและอาจต้องแสดงใบรับรองทางการแพทย์เพื่อยืนยันเหตุผลในการติดตั้ง เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นของเจนีวามองว่าเครื่องปรับอากาศใช้พลังงานสูงและไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของเมือง
เช่นเดียวกับที่ ซูริก ซึ่งมีประชากรมากที่สุดของประเทศ ก็มีข้อจำกัดในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเช่นกัน ผู้ขออนุญาตอาจต้องพิสูจน์ว่าระบบที่ติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานด้าน ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และ ระดับเสียงรบกวน แต่ก็มีบางเมืองที่เคยกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดสำหรับระบบทำความเย็นแต่เริ่มผ่อนคลายข้อกำหนดเพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือกับฤดูร้อนที่อากาศรุนแรงได้ร่วมกับแรงกดดันในหมู่ชาวสวิสที่เพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ สารทำความเย็น เป็นอีกประเด็นที่ถูกควบคุมตั้งแต่ปี 2568 โดยเครื่องปรับอากาศทุกเครื่องที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปต้องใช้สารทำความเย็นประเภท “A2L” ซึ่งมีค่า GWP หรือดัชนีชี้วัดศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อนต่ำ
แล้วมีทางเลือกอื่นนอกจากเครื่องปรับอากาศหรือไม่ ?
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังมีทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเครื่องปรับอากาศแบบเดิม ฌอง-เซบาสเตียง บร็อก จากสถาบันนโยบายพลังงานและสภาพภูมิอากาศแห่งยุโรป กล่าวว่า อาคารรุ่นใหม่สามารถออกแบบให้ต้องการระบบทำความเย็นน้อยลงได้ อย่างการออกแบบให้ลมไหลเวียนได้ดี การใช้วัสดุที่สะสมความร้อนน้อย ขณะเดียวกันอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ฮีตปั๊ม” (Heat Pump) แม้จะมีราคาสูงกว่า แต่สามารถใช้ได้ทั้งทำความร้อนและทำความเย็นพร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของครัวเรือน นอกจากนี้ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำในเมืองยังช่วยลดปรากฏการณ์ เกาะความร้อนในเมืองได้อีกด้วย
ที่มาข้อมูล : DW / Le News
ที่มารูปภาพ : Reuters
