ร้อนนี้ “ยุโรป” เสี่ยงแห้งตาย อากาศร้อนจัด “ดูดความชื้น” ทำภัยแล้งแรงขึ้น แม้ฝนเพียงพอ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ร้อนนี้ “ยุโรป” เสี่ยงแห้งตาย อากาศร้อนจัด “ดูดความชื้น” ทำภัยแล้งแรงขึ้น แม้ฝนเพียงพอ

คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ กำลังเร่งให้ยุโรปเผชิญภัยแล้งหนักขึ้น เมื่ออากาศร้อนจัดดึงความชื้นออกจากดิน แม่น้ำ และแหล่งน้ำ จนกระทบต่อภาคเกษตร ระบบพลังงาน และความมั่นคงด้านน้ำ


ผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดพบว่า อุณหภูมิที่สูงผิดปกติทำให้ชั้นบรรยากาศมีความต้องการน้ำมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการระเหยของน้ำจากแม่น้ำ ทะเลสาบ ดิน และพืชอย่างรวดเร็ว โดยภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นได้บ่อยขึ้นจากภาวะโลกร้อน โดยในยุโรปตะวันตกมีโอกาสเกิดมากขึ้นถึง 80 เท่า และยุโรปตะวันออกเพิ่มขึ้นราว 40 เท่า


นักวิจัยระบุว่า วิกฤตภัยแล้งในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม เพราะในอดีตภัยแล้งมักเชื่อมโยงกับปริมาณฝนที่ลดลง แต่ปัจจุบัน “ความร้อนจัด” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่แห้งแล้ง แม้บางพื้นที่ของยุโรปจะมีฤดูหนาวที่มีฝนตกมากกว่าปกติก็ตาม


รายงานระบุว่า ระดับความแห้งของดินในยุโรปตะวันตกมีโอกาสเกิดสูงขึ้นประมาณ 5 เท่า จากมลพิษที่เกิดจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่ยุโรปตะวันออกเพิ่มขึ้นถึง 11 เท่า ส่งผลให้หลายประเทศต้องออกมาตรการจำกัดการใช้น้ำ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของอังกฤษเริ่มบังคับใช้มาตรการห้ามใช้น้ำจากสายยาง


สรุปข่าว

ยุโรปกำลังเผชิญอีกหนึ่งสัญญาณเตือนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อคลื่นความร้อนรุนแรงไม่ได้เพียงทำให้อุณหภูมิพุ่งสูง แต่กำลัง “ดูดความชื้น” ออกจากผืนดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศ จนหลายพื้นที่เข้าสู่ภาวะแห้งแล้งรุนแรง แม้บางประเทศจะไม่ได้เผชิญฝนทิ้งช่วงก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ความร้อนสุดขั้วกำลังเปลี่ยนรูปแบบภัยแล้งของยุโรป พร้อมสร้างผลกระทบต่ออาหาร พลังงาน และความมั่นคงด้านน้ำของผู้คนหลายล้านคน

คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ กำลังเร่งให้ยุโรปเผชิญภัยแล้งหนักขึ้น เมื่ออากาศร้อนจัดดึงความชื้นออกจากดิน แม่น้ำ และแหล่งน้ำ จนกระทบต่อภาคเกษตร ระบบพลังงาน และความมั่นคงด้านน้ำ


ผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดพบว่า อุณหภูมิที่สูงผิดปกติทำให้ชั้นบรรยากาศมีความต้องการน้ำมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการระเหยของน้ำจากแม่น้ำ ทะเลสาบ ดิน และพืชอย่างรวดเร็ว โดยภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นได้บ่อยขึ้นจากภาวะโลกร้อน โดยในยุโรปตะวันตกมีโอกาสเกิดมากขึ้นถึง 80 เท่า และยุโรปตะวันออกเพิ่มขึ้นราว 40 เท่า


นักวิจัยระบุว่า วิกฤตภัยแล้งในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม เพราะในอดีตภัยแล้งมักเชื่อมโยงกับปริมาณฝนที่ลดลง แต่ปัจจุบัน “ความร้อนจัด” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่แห้งแล้ง แม้บางพื้นที่ของยุโรปจะมีฤดูหนาวที่มีฝนตกมากกว่าปกติก็ตาม


รายงานระบุว่า ระดับความแห้งของดินในยุโรปตะวันตกมีโอกาสเกิดสูงขึ้นประมาณ 5 เท่า จากมลพิษที่เกิดจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่ยุโรปตะวันออกเพิ่มขึ้นถึง 11 เท่า ส่งผลให้หลายประเทศต้องออกมาตรการจำกัดการใช้น้ำ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของอังกฤษเริ่มบังคับใช้มาตรการห้ามใช้น้ำจากสายยาง


ภัยแล้งครั้งนี้ยังสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งไฟป่ารุนแรงในสเปนและฝรั่งเศส รวมถึงความเสียหายต่อภาคเกษตร โดยคาดว่ายุโรปอาจสูญเสียผลผลิตธัญพืชประมาณ 9 ล้านตัน ขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญผลผลิตข้าวโพดตกต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี และเกษตรกรโรมาเนียได้รับผลกระทบจากพื้นที่เพาะปลูกเสียหายมากกว่า 1 ล้านเฮกตาร์


ขณะเดียวกัน ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญของยุโรปลดลงอย่างมาก ส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและการขนส่งทางเรือ โดยแม่น้ำไรน์ในเนเธอร์แลนด์มีระดับน้ำต่ำกว่าช่วงฤดูร้อนที่ร้อนจัดในปี 1976 ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนด้านอาหารและพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และกระทบหนักต่อครัวเรือนรายได้น้อย


ดร.โดมินิก ชูมัคเกอร์ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธรัฐสวิส (ETH Zurich) หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลจากกิจกรรมของมนุษย์ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ชั้นบรรยากาศจะมีความต้องการความชื้นมากขึ้น ทำให้ดึงน้ำออกจากดิน แม่น้ำ ทะเลสาบ และแหล่งกักเก็บน้ำ จนทำให้พื้นที่ต่าง ๆ แห้งลงอย่างรวดเร็ว


เขาระบุว่า ภัยแล้งยุโรปในปีนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าปี 2022 ถึง 2 เดือน และสภาพอากาศที่เริ่มจากความชื้นสูง ก่อนเปลี่ยนเป็นแห้งแล้งอย่างรวดเร็ว กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ารุนแรง


ด้านนักวิทยาศาสตร์จากอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน เตือนว่า สิ่งที่น่ากังวลคือสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในโลกที่อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแล้ว 1.4 องศาเซลเซียส หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังดำเนินต่อไปจนโลกร้อนขึ้นถึง 2.8 องศาเซลเซียส ภาวะอากาศร้อนจัดและการระเหยของน้ำรุนแรงอาจเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเป็นสองเท่า


การวิเคราะห์โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ World Weather Attribution (WWA) ประเมินภัยแล้งในยุโรปตะวันตก ครอบคลุมอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และอิตาลี รวมถึงยุโรปตะวันออกอีก 15 ประเทศ โดยใช้ข้อมูลสภาพอากาศและแบบจำลองภูมิอากาศเปรียบเทียบระหว่างโลกปัจจุบันกับโลกที่ไม่มีภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์


ผลการศึกษาสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากมนุษย์ทำให้ภัยแล้งปี 2026 มีความรุนแรงมากขึ้น และเป็นสัญญาณเตือนว่าคลื่นความร้อนและภัยแล้งจะกลายเป็นความท้าทายซ้ำซาก หากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน


ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ระบุว่า ภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นเป็น “สัญญาณเตือนภัยสีแดง” ของโลกที่กำลังร้อนขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดความรุนแรงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศในอนาคต.

 

ที่มาข้อมูล : Nature Communications

ที่มารูปภาพ : Reuters