
เราทราบกันดีว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้นทุกปี ทำให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกละลายมากขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลโลกเพิ่มสูงขึ้น และถ้าหากยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไปแบบนี้ ในอนาคตเกาะหลายแห่งจะจมอยู่ใต้น้ำ รวมไปถึงแผ่นดินที่ติดริมน้ำด้วย และนั่นทำให้นักวิทยาศาสตร์ ต้องหาวิธีแก้ปัญหานี้
ในเมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ได้ จึงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อย่างการเปลี่ยนน้ำทะเลที่ขั้วโลกให้เป็นแผ่นน้ำแข็งที่หนาขึ้น เพื่อให้ระดับน้ำทะเลโลกไม่เพิ่มสูงไปกว่านี้ และทำให้แผ่นน้ำแข็งสะท้อนความร้อนออกไป
แล้วนักวิทยาศาสตร์ทำอย่างไร?
บริษัท Real Ice ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักร ได้เดินทางไปยังมหาสมุทรอาร์กติก ที่ขั้วโลกเหนือ เมื่อ 5 เดือนก่อน เพื่อทำการสูบน้ำทะเล 50,000 ตันใต้น้ำแข็ง ขึ้นมาบนแผ่นน้ำแข็งแล้วก็รอให้เย็นจัดจนแข็ง ท่ามกลางอากาศ -40 องศาเซลเซียส ปรากฏว่าวิธีง่ายๆ แบบนี้กลับทำให้ความหนาของแผ่นน้ำแข็งเพิ่มจาก 1.5 เมตร เป็น 2 เมตรทันที
สรุปข่าว
เราทราบกันดีว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้นทุกปี ทำให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกละลายมากขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลโลกเพิ่มสูงขึ้น และถ้าหากยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไปแบบนี้ ในอนาคตเกาะหลายแห่งจะจมอยู่ใต้น้ำ รวมไปถึงแผ่นดินที่ติดริมน้ำด้วย และนั่นทำให้นักวิทยาศาสตร์ ต้องหาวิธีแก้ปัญหานี้
ในเมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ได้ จึงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อย่างการเปลี่ยนน้ำทะเลที่ขั้วโลกให้เป็นแผ่นน้ำแข็งที่หนาขึ้น เพื่อให้ระดับน้ำทะเลโลกไม่เพิ่มสูงไปกว่านี้ และทำให้แผ่นน้ำแข็งสะท้อนความร้อนออกไป
แล้วนักวิทยาศาสตร์ทำอย่างไร?
บริษัท Real Ice ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักร ได้เดินทางไปยังมหาสมุทรอาร์กติก ที่ขั้วโลกเหนือ เมื่อ 5 เดือนก่อน เพื่อทำการสูบน้ำทะเล 50,000 ตันใต้น้ำแข็ง ขึ้นมาบนแผ่นน้ำแข็งแล้วก็รอให้เย็นจัดจนแข็ง ท่ามกลางอากาศ -40 องศาเซลเซียส ปรากฏว่าวิธีง่ายๆ แบบนี้กลับทำให้ความหนาของแผ่นน้ำแข็งเพิ่มจาก 1.5 เมตร เป็น 2 เมตรทันที
พวกเขาทำการวัดอุณหภูมิน้ำแข็งในความหนาทุก ๆ 2 เซนติเมตรลงไปในแกนน้ำแข็ง เพื่อวัดความเค็ม โครงสร้างของน้ำแข็ง และการวิเคราะห์ทางชีวภาพ
เมื่อเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เครื่องสูบน้ำทำงานรวม 1,080 ชั่วโมง ทำให้เกิดน้ำแข็งปกคลุมพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดประมาณ 450 เมตรต่อด้าน โดยเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กใช้พลังงานน้อยกว่าเครื่องปิ้งขนมปัง เพราะมันสูบน้ำจากใต้ชั้นน้ำแข็งขึ้นมาด้านบนเท่านั้น
น้ำทะเลที่สูบขึ้นมาจะเปลี่ยนชั้นหิมะด้านบนที่เป็นฉนวนกันความร้อนสูงให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ก่อนที่จะกลายเป็นน้ำแข็งในที่สุด ซึ่งหมายความว่าความเย็นจัดของอากาศจะแทรกซึมผ่านน้ำแข็งได้ดีขึ้น กระตุ้นการเติบโตของน้ำแข็งที่อยู่ด้านล่าง
การเพิ่มความหนาของน้ำแข็งปกป้องไม่ให้น้ำแข็งละลายเร็ว และเป็นสัญญาณที่ดีที่ในอนาคตพวกเขาอาจทำให้มหาสมุทรอาร์กติกกลับมาเป็นน้ำแข็งได้อีกครั้ง เพราะตอนนี้อุณหภูมิในมหาสมุทร ห่างจากเมืองเคมบริดจ์เบย์ ทางตอนเหนือของแคนาดา ไปราว 4 ไมล์ อยู่ที่ราว 5 องศาเซลเซียส ซึ่งมันร้อนกว่าปกติ เพราะปกติอุณหภูมิอยู่แค่ -6 ถึง 1 องศาเซลเซียสเท่านั้น
ผลลัพธ์ของความพยายามในครั้งนี้สามารถมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียม จากอ่าวที่มีน้ำทะเลสีฟ้า ก็ปรากฎภาพแผ่นน้ำแข็งสีขาวขึ้นในบริเวณอ่าวมากขึ้น
ปีที่แล้ว Real Ice เพิ่มความหนาน้ำแข็งได้ประมาณ 30 ซม. และปีนี้ความหนาที่เพิ่มขึ้นคือ 50 ซม. แม้ฟังดูไม่มาก แต่รถกระบะสามารถขับผ่านน้ำแข็งหนา 30 ซม. ได้ และอาจทำให้น้ำแข็งคงอยู่ได้ 7-10 วัน
เกิดอะไรขึ้นกับโลกตอนนี้
รู้หรือไม่ น้ำแข็งมีส่วนช่วยสะท้อนความร้อน?
ในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา น้ำแข็งในฤดูร้อนหดลง 40% นั่นทำให้น้ำแข็งสะท้อนความร้อนจากโลก กลับไปอวกาศได้น้อยลง กระบวนการน้ำสำคัญต่อโลกมาก เพราะน้ำแข็งมีความสามารถในการสะท้อนความร้อนกลับสู่อวกาศถึง 70% ขณะที่มหาสมุทรสะท้อนได้เพียง 7%ยิ่งน้ำแข็งละลายเป็นน้ำทะเลมากเท่าไหร่ โลกก็จะร้อนขึ้นมากเท่านั้น
หากน้ำแข็งขั้วโลกยังละลายแบบนี้ต่อไป ในช่วงทศวรรษที่ 2030 เราอาจไม่เหลือน้ำแข็งขั้วโลกเลยก็ได้ และจะทำให้โลกร้อนเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้แล้ว
นอกจากนี้น้ำแข็งที่พวกเขาทำขึ้นมา มีความสามารถในการสะท้อนความร้อนได้ดีกว่าน้ำแข็งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึง เพราะน้ำแข็งเทียมที่แข็งตัวอย่างรวดเร็วจะดักจับฟองอากาศได้มากกว่า ทำให้มีความทึบแสงมากกว่าน้ำแข็งธรรมชาติที่ค่อย ๆ แข็งตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง
- “ซูเปอร์เอลนีโญ” โจทย์เร่งด่วนผู้ว่าฯ กทม. พาคนกรุงฯ ฝ่า 3 วิกฤตฝน - ฝุ่น - ร้อน
- ชวนไขข้อสงสัยว่าทำไม? “เอเชีย” ถึงร้อนผิดปกติ
- ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนเลวร้ายสุดในประวัติศาสตร์ ปารีสอุณหภูมิ 40.9°C แล้ว
- คลื่นร้อนลามถึงยอดเขา ทำเส้นทางพิชิต “มงบล็อง” อันตรายขึ้นหลายเท่าตัว
- วิกฤต “ผึ้ง” ลดลง สัญญาณอันตรายที่โลกไม่ควรมองข้าม
ที่มาข้อมูล : the Guardian
ที่มารูปภาพ : Envato
