"อนุทิน" ชูประเทศไทย Trusted Partner ชวนต่างชาติลงทุนทำธุรกิจ เติบโตไปด้วยกัน

Share on Line Share on Facebook Share on X
"อนุทิน" ชูประเทศไทย Trusted Partner ชวนต่างชาติลงทุนทำธุรกิจ เติบโตไปด้วยกัน

นายกฯ ชูไทย "Trusted Partner" เชิญชวนนักลงทุนทั่วโลก เป็นพันธมิตร สร้างหุ้นส่วนธุรกิจ เติบโตไปด้วยกัน


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย มุ่งยกระดับประเทศสู่การเป็น Trusted Partner หรือหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เชื่อถือได้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ พร้อมปรับทักษะแรงงานและพัฒนาเทคโนโลยีรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ชูจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและทำเลเชื่อมโยงอาเซียน สร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกัน


นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทินเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพร่วมกับ World Economic Forum (WEF) ในช่วงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026)


โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงทิศทางการพัฒนาประเทศและโอกาสการลงทุนของไทย พร้อมขอบคุณผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยในช่วงสัปดาห์การประชุม โดยระบุว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินการโดยลำพังได้


การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดประเทศไทยให้เชื่อมโยงกับนานาประเทศมากขึ้น แสดงศักยภาพของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและภาคธุรกิจจากทั่วโลก

สรุปข่าว

- นายกฯ อนุทินชูไทยเป็น Trusted Partner ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ มุ่งสร้างหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เติบโตไปด้วยกัน - เร่งยกระดับทักษะแรงงานและเทคโนโลยี AI พร้อมใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและทำเลเชื่อมตลาดอาเซียน 700 ล้านคน - เปิดโอกาสความร่วมมือระหว่างประเทศ เปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิตสู่พันธมิตรที่ร่วมพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

นายกฯ ชูไทย "Trusted Partner" เชิญชวนนักลงทุนทั่วโลก เป็นพันธมิตร สร้างหุ้นส่วนธุรกิจ เติบโตไปด้วยกัน


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย มุ่งยกระดับประเทศสู่การเป็น Trusted Partner หรือหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เชื่อถือได้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ พร้อมปรับทักษะแรงงานและพัฒนาเทคโนโลยีรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ชูจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและทำเลเชื่อมโยงอาเซียน สร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกัน


นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทินเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพร่วมกับ World Economic Forum (WEF) ในช่วงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026)


โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงทิศทางการพัฒนาประเทศและโอกาสการลงทุนของไทย พร้อมขอบคุณผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยในช่วงสัปดาห์การประชุม โดยระบุว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินการโดยลำพังได้


การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดประเทศไทยให้เชื่อมโยงกับนานาประเทศมากขึ้น แสดงศักยภาพของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและภาคธุรกิจจากทั่วโลก

ปรับเกมเศรษฐกิจไทย จากแข่งต้นทุนสู่ยกระดับทักษะและเทคโนโลยี


นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในอดีตประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนส่วนหนึ่งจากความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงาน ค่าครองชีพ และระบบสาธารณูปโภค แต่การพึ่งพาความได้เปรียบด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนได้


ไทยจึงจำเป็นต้องปรับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงาน พัฒนาบุคลากรให้รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูง และเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป


การพัฒนาคนและเทคโนโลยีจะช่วยให้ไทยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ และสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก


ชูจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมตลาดอาเซียน 700 ล้านคน


นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งลงทุนที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และทรัพยากรที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงทำเลที่ตั้งซึ่งสามารถเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีประชากรรวมประมาณ 700 ล้านคน


จุดแข็งดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนใช้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิต การค้า และการลงทุนในภูมิภาค ตลอดจนขยายความร่วมมือไปยังตลาดอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินลงทุนในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนหรือทำเลเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความพร้อมของบุคลากร เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อให้การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจไทยได้อย่างต่อเนื่อง

ชูไทยเป็น Trusted Partner ไม่ใช่แค่ผู้รับจ้างผลิต


นายกรัฐมนตรีเชิญชวนภาคธุรกิจและนักลงทุนจากทั่วโลกให้มองประเทศไทยในฐานะ Trusted Partner หรือหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่เพียงผู้รับจ้างผลิต (Subcontractor) หรือผู้ส่งมอบสินค้าและบริการในห่วงโซ่อุปทานเท่านั้น แต่เป็นพันธมิตรที่สามารถร่วมวางแผน พัฒนา และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจไปด้วยกัน


แนวทางดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ จากการซื้อขายหรือว่าจ้างผลิตสินค้าและบริการ ไปสู่ความร่วมมือที่แต่ละฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกัน


นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การเป็นหุ้นส่วนที่แท้จริงจะช่วยให้ทุกฝ่าย Grow Together หรือเติบโตไปด้วยกัน พร้อมสร้างความร่วมมือที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว


ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมเปิดรับความร่วมมือจากนานาประเทศ และเชื่อมโยงศักยภาพของภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการลงทุน ต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย


เวทีเชื่อมโยงเงินทุนและหุ้นส่วนธุรกิจท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว


สำหรับงานเลี้ยงรับรองภายใต้หัวข้อ “Connecting Global Capital: Partnerships for a Fragmented World” เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจจากนานาประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางเชื่อมโยงเงินทุน ส่งเสริมการลงทุน และสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศ


การหารือเกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก รวมถึงประเด็นเทคโนโลยี การเงินเพื่อความยั่งยืน และความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งล้วนมีผลต่อทิศทางการลงทุนและการดำเนินธุรกิจในอนาคต

ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ