เปิดเส้นทาง “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ดึงเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาทเข้าประเทศ ใน 25 ปี

บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ วางโรดแมป “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ดึงเม็ดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ภายใน 25 ปี
บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เห็นชอบ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ฉบับแรกของไทย วางโรดแมป 3 ระยะ ขับเคลื่อนเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี และ 2.5 ล้านล้านบาท ใน 25 ปี ดันรายได้อุตสาหกรรมสู่ 5 ล้านล้านบาทต่อปี และสร้างงานกว่า 2.3 แสนตำแหน่ง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) เห็นชอบ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ถือเป็นการวางทิศทางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยอย่างเป็นระบบ
โดยพร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุน 5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี (ปี 73) และกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ภายใน 25 ปี (ปี 93) พร้อมกับขยายรายได้รวมของอุตสาหกรรมสู่ 5 ล้านล้านบาท และสร้างงานเพิ่มเติมกว่า 230,000 ตำแหน่ง
สำหรับการขับเคลื่อน “ชิปเมดอินไทยแลนด์” หัวใจของยุทธศาสตร์ คือ การเพิ่มขีดความสามารถของไทยในการสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบทั้งซัพพลายเชน โดยเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพ และส่งเสริมครอบคลุมทั้งระบบ
ตั้งแต่การวิจัยและออกแบบชิป (Design) การผลิตชิปในส่วนต้นน้ำ (Front-end) การประกอบและทดสอบ ทั้งแบบดั้งเดิมและขั้นสูง (Conventional and Advanced Back-end) ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการและบุคลากรไทยมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก
และขับเคลื่อนเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ ซึ่งได้กำหนดการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็น 3 ระยะ
สรุปข่าว
บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ วางโรดแมป “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ดึงเม็ดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ภายใน 25 ปี
บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เห็นชอบ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ฉบับแรกของไทย วางโรดแมป 3 ระยะ ขับเคลื่อนเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี และ 2.5 ล้านล้านบาท ใน 25 ปี ดันรายได้อุตสาหกรรมสู่ 5 ล้านล้านบาทต่อปี และสร้างงานกว่า 2.3 แสนตำแหน่ง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) เห็นชอบ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ถือเป็นการวางทิศทางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยอย่างเป็นระบบ
โดยพร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุน 5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี (ปี 73) และกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ภายใน 25 ปี (ปี 93) พร้อมกับขยายรายได้รวมของอุตสาหกรรมสู่ 5 ล้านล้านบาท และสร้างงานเพิ่มเติมกว่า 230,000 ตำแหน่ง
สำหรับการขับเคลื่อน “ชิปเมดอินไทยแลนด์” หัวใจของยุทธศาสตร์ คือ การเพิ่มขีดความสามารถของไทยในการสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบทั้งซัพพลายเชน โดยเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพ และส่งเสริมครอบคลุมทั้งระบบ
ตั้งแต่การวิจัยและออกแบบชิป (Design) การผลิตชิปในส่วนต้นน้ำ (Front-end) การประกอบและทดสอบ ทั้งแบบดั้งเดิมและขั้นสูง (Conventional and Advanced Back-end) ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการและบุคลากรไทยมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก
และขับเคลื่อนเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ ซึ่งได้กำหนดการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็น 3 ระยะ
– ระยะแรกภายในปี 2573 จะเร่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานการประกอบและทดสอบชิป ยกระดับสู่การประกอบและทดสอบขั้นสูง และวางรากฐานการผลิตชิปในส่วนต้นน้ำ
– ระยะที่สองภายในปี 2583 จะเร่งดึงดูดนักลงทุนรายสำคัญในส่วนต้นน้ำเพิ่มเติม ทั้งการออกแบบชิป การทำ Wafer Fabrication รวมทั้งการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาเติมเต็มห่วงโซ่อุปทาน
– ระยะที่สามภายในปี 2593 ตั้งเป้าให้ไทยมีซัพพลายเชนที่ครบวงจร และสามารถสร้างผู้ประกอบการไทยให้เป็น Local Champion ร่วมสร้างนวัตกรรมและมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ฯ ได้ปักธงเซมิคอนดักเตอร์ 3 กลุ่มที่สอดคล้องกับฐานอุตสาหกรรมไทยและความต้องการของตลาดโลก ได้แก่
1.โฟโตนิกส์ (Photonics) เทคโนโลยีที่ใช้แสงในการรับส่งและประมวลผลข้อมูล รองรับการเติบโตของ AI, ดาต้าเซ็นเตอร์และระบบสื่อสารความเร็วสูง ปัจจุบันมีหลายบริษัทชั้นนำเข้ามาตั้งฐานในไทยแล้ว เช่น Lumentum, Fabrinet, Terahop
2.ชิปสำหรับระบบไฟฟ้า (Power Semiconductor) สำหรับควบคุมและแปลงพลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีความต้องการสูงจากยานยนต์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้า โดยมีตัวอย่างบริษัทชั้นนำที่ลงทุนในไทยแล้ว เช่น Infineon, Toshiba Semiconductor และ ROHM Integrated Systems และ
3.เซนเซอร์ (Sensor) ต่อยอดจากขีดความสามารถ MEMS ของไทยสู่ IoT ระบบอัตโนมัติ ยานยนต์ อุปกรณ์อัจฉริยะ และการแพทย์ โดยมีตัวอย่างบริษัทที่มีฐานในไทยแล้ว เช่น Sony Device Technology ซึ่งประกอบชิปเซนเซอร์ภาพ ทั้งสามกลุ่มนี้ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ไทยมีฐานลูกค้าและโอกาสเชิงพาณิชย์ชัดเจน
ทั้งนี้ ประเทศไทยเร่งยกระดับขีดความสามารถการผลิตชิปให้ครบวงจร มุ่งเน้น การออกแบบวงจรรวม (IC Design) และ การประกอบ-ทดสอบขั้นสูง (Advanced Packaging) เช่น Bumping, Wafer-Level และ 2.5D/3D Packaging ผ่านการสนับสนุนศูนย์ออกแบบ เครื่องมือผลิตต้นแบบ และเทคโนโลยีขั้นสูง
สำหรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดำเนินผ่าน 5 กลไกสำคัญ ดังนี้
– สิทธิประโยชน์แบบ Tailor-made: จัดแพ็กเกจภาษี เงินสนับสนุน และดอกเบี้ยต่ำ ดึงดูดการลงทุนผลิตชิปต้นน้ำและการประกอบขั้นสูง
– พัฒนากำลังคนทักษะสูง จับมือภาคการศึกษาสร้างบุคลากรตรงโจทย์อุตสาหกรรม พร้อมอำนวยความสะดวกนำเข้า Talent ต่างชาติ
– ยกระดับเทคโนโลยี & R&D: อัปเกรดศูนย์ TMEC และโครงสร้างพื้นฐาน จัดตั้งศูนย์ EDA, ศูนย์ทดสอบชิป และศูนย์บ่มเพาะ Startup เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและดันผู้ประกอบการไทยสู่ Local Champion
– โครงสร้างพื้นฐาน กำหนดพื้นที่คลัสเตอร์ และเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาด น้ำ การจัดการของเสีย และการรับมือภัยพิบัติ
– ปรับสภาพแวดล้อมธุรกิจ ปลดล็อกกฎระเบียบ เชื่อมโยงตลาดผ่าน FTA และผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก
แผน Siam Silica ปั้นบุคลากร 8.6 แสนคน รับยักษ์ใหญ่ Infineon ปักหมุดสมุทรปราการ 1 ตุลาคม 2569 นี้
ทั้งนี้ ที่ประชุมบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เดินหน้าจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) แปลงยุทธศาสตร์ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ไปสู่การปฏิบัติจริง โดยดึงกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เร่งปลดล็อกอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่พร้อมสำหรับการดึงดูดนักลงทุนระดับโลกอย่างเชิงรุก
กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้คือแผนงาน “Siam Silica” ที่มอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อว. เป็นแกนหลักในการเชื่อมโยงสถาบันการศึกษา ภาควิจัย และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อผลิตกำลังคนให้ตรงโจทย์ภาคอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าสร้างบุคลากรทักษะสูงรวม 86,600 คน ภายในปี 2573 แบ่งเป็นกำลังคนสมรรถนะสูง 84,900 คน และนักวิจัยระดับสูง 1,700 คน ครอบคลุมเทคโนโลยีอนาคตตั้งแต่ การออกแบบชิป, โฟโตนิกส์, ชิปยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงเทคโนโลยีควอนตัม เพื่อเปลี่ยนบทบาทของไทยจาก “ผู้ประกอบ” มาเป็น “ผู้สร้างมูลค่าเพิ่ม” ทางเทคโนโลยี
ด้านความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อประเทศไทยปรากฏชัดเมื่อ Infineon Technologies เบอร์หนึ่งโลกด้าน Power Semiconductor และชิปยานยนต์จากเยอรมนี ประกาศดีเดย์เปิดฐานการผลิต Power Module อัตโนมัติแห่งใหม่ ที่จังหวัดสมุทรปราการ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ พร้อมตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะสร้างงานทักษะสูงให้คนไทยมากกว่า 5,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ ไทยยังเป็นหมุดหมายสำคัญของบิ๊กเทคชั้นนำทั่วโลกที่ทยอยเข้ามาปักหลักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น Analog Devices (สหรัฐฯ), Foxsemicon (ไต้หวัน), ZDT (ไต้หวัน), Terahop (จีน) และ MPI (มาเลเซีย) ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและพร้อมขยับขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคอย่างเต็มภาคภูมิ
ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา (2566 – มิถุนายน 2569) มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง จำนวน 879 โครงการ เงินลงทุนรวม 909,000 ล้านบาท
ประกอบด้วย การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในขั้นตอนต่างๆ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) AI Server, อุปกรณ์เครือข่ายและการจัดการพลังงาน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุปกรณ์สำนักงาน เป็นต้น
นายนฤตม์ กล่าวว่า “ยุทธศาสตร์นี้คือก้าวสำคัญในการวางรากฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวิจัยและออกแบบชิป การผลิตในส่วนต้นน้ำถึงปลายน้ำ การประกอบและทดสอบ ไปจนถึงการผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เป้าหมาย”
- "เศรษฐกิจไทย" 69-70 โตต่อ แต่ฟื้นตัว K Shape เผชิญหลายปัจจัยเสี่ยง
- “สานุพงศ์” ชี้ AI ยังเด่นครึ่งปีหลัง แนะกระจายพอร์ต ใช้ AI ช่วยลงทุน
- “ณัฐวัฒน์” ชี้โลกลงทุนเปลี่ยน วิธีคิดเดิมใช้ได้เพียง 20% แนะปรับกลยุทธ์รับตลาดผันผวน
- ไทย-อาเซียน เนื้อหอม ลงทุนโลก ปั้นเศรษฐกิจใหม่ ทำเลยุทธศาสตร์ดิจิทัล
- "อนุทิน" ยกระดับไทยสู่ฐานเศรษฐกิจภูมิภาค สร้างเชื่อมั่น ดึงลงทุนอนาคต
ที่มาข้อมูล : คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
ที่มารูปภาพ : คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
