
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงาน The Bangkok Business Summit 2026 Reinvent Thailand, Resilient ASEAN และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Thailand’s Offer to the World”
สรุปข่าว
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงาน The Bangkok Business Summit 2026 Reinvent Thailand, Resilient ASEAN และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Thailand’s Offer to the World”
โดยงานนี้จัดขึ้นโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชน เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลไทยและนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเปิดตัวรายงานธนาคารโลก “Building Thailand’s Future Today” เพื่อผลักดัน GDP ไทยให้เติบโต และก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ที่ประชุมยังจะหารือถึง “ข้อเสนอของประเทศไทยบนเวทีโลก” มุ่งยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการมูลค่าสูงของอาเซียน เน้น 5 อุตสาหกรรมหลักแห่งอนาคต ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสุขภาพ บริการดิจิทัล ธุรกิจเกษตร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
งานนี้มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ ร่วมงานกว่า 400 คน นับเป็นเวทีสำคัญก่อนการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนและสื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของไทยสู่ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ไทยจึงไม่สามารถหยุดนิ่งและต้องปรับตัว เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการสร้างประเทศไทยที่เข้มแข็ง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ผ่านการดำเนินการ ดังนี้
ประการแรก การตอบสนองของไทยต้องเริ่มจากการเปิดกว้างและการมีส่วนร่วมกับโลก โดยไทยต้องกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และเชื่อมโยงภาคธุรกิจและเครือข่ายการผลิตระหว่างภูมิภาค
ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ไทยต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากต่างประเทศ โดยส่งเสริมการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถภายในประเทศ เทคโนโลยีต้องช่วยเพิ่มศักยภาพแรงงาน เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs เพิ่มผลิตภาพ และช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถสร้างนวัตกรรมและแข่งขันได้
ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวสามารถเป็นแหล่งการลงทุนและการเติบโตใหม่ โดยการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (climate finance) ควรนำทรัพยากรจากทั่วโลกมาสนับสนุนพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น และการแก้ไขปัญหาบนฐานธรรมชาติ
ประการที่สี่ ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัย โดยมุ่งสร้าง “Longevity Economy” ที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีทักษะ สามารถทำงานและมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจได้ยาวนานขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ด้านสุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group) ในเดือนตุลาคม 2569 ว่า ไทยไม่ควรเป็นเพียงเจ้าภาพ แต่ควรมีสิ่งที่มีความหมายเพื่อนำเสนอต่อประชาคมโลก โดยนำเสนอศักยภาพของไทยในฐานะประเทศที่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงทำเลที่ตั้ง บริษัทที่เข้ามาลงทุนไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะไทยมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง แรงงานที่มีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ในประเทศ ระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายดิจิทัล ตลอดจนจุดแข็งด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามาต่อยอดแนวคิด พัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่ตลาด และขยายธุรกิจได้
ไทยยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับภูมิภาค โดยตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปและเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอาเซียน อีกทั้งมีความสามารถในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิตขั้นสูงกับเทคโนโลยีดิจิทัล การเกษตรกับเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต สุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจอายุยืน ตลอดจนพลังงานสะอาดกับยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล
นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรม บริการ และเครือข่ายบุคลากรที่พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต รวมทั้งมีจุดแข็งในฐานะสถานที่ที่ผู้คนสามารถสร้างได้ทั้งธุรกิจและคุณภาพชีวิต การลงทุนระดับโลกย่อมมาพร้อมกับบุคลากรที่มีความสามารถ ซึ่งไทยมีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ภาคบริการที่เข้มแข็ง สังคมที่เปิดกว้าง และคุณภาพชีวิตที่ช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรจากทั่วโลก
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เอื้อต่อการลงทุนและมีความแน่นอนสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยจะเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับที่อาจเป็นภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงยกระดับมาตรฐานผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล พร้อมมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย พัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศ ยกระดับทักษะบุคลากร เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างองค์ความรู้ใหม่ภายในประเทศ
“ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดการขาย แต่ต้องการเป็นหุ้นส่วนในการสร้างอุตสาหกรรมที่จะกำหนดอนาคต” พร้อมเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศว่า “อย่าเพียงมาสร้างธุรกิจในประเทศไทย แต่จงร่วมสร้างไปกับประเทศไทย”
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อทั่วโลกมารวมตัวประชุมที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้ ไทยต้องการนำเสนอประเทศที่เปิดกว้างสู่โลก มีความมั่นใจในศักยภาพ และพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่ดีให้ประสบความสำเร็จ โดยข้อเสนอของไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนจุดแข็งเพียงด้านเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ความสามารถในการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ และการเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการใช้ชีวิตและการทำงานของบุคลากรจากทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นเป็นหุ้นส่วนที่ดียิ่งขึ้นสำหรับอาเซียนและประชาคมโลก
- นักวิจัยเตือน “AI หลุดการควบคุม” โกหก ไม่ทำตามคำสั่ง มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
- สำเร็จรายแรกของโลก ! แพทย์สหราชอาณาจักรใช้ AI ช่วยผ่าตัดสมองแบบเรียลไทม์
- CP Group, Arise, True ผนึก AWS ระบนิเวศ AI ระดับโลก เปิดโอกาสใหม่ให้ทุกคน
- พนักงานหรือ AI ผิด? ร้านค้าใน UK สั่งระงับระบบสแกนหน้า หลังเข้าใจผิดคิดว่าลูกค้าเป็นโจร
- ทำไมบริษัท AI แห่กว้านซื้อ หนังสือเก่านับล้านเล่ม ?
Content สายการเงินตัวจริง รอบด้าน ด้วยประสบการณ์แนะนำการลงทุนบล.ชั้นนำ รู้ลึกด้วย Certificate วางแผนการเงิน และวิเคราะห์การลงทุน
