
บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ภาพรวมของมาตรการ 3 กลไกใหม่จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แก่ Credit Portal, กลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ผ่านเงินกองทุน FIDF และการใช้ Alternative Data ถือเป็น ปัจจัยบวกเฉพาะจุด (Positive Sentiment) ที่ช่วยบรรเทาความกังวลเรื่อง NPL และกระตุ้นยอดปล่อยสินเชื่อ SME แต่ในเชิงปริมาณรวมถือว่าส่งผล เป็นกลาง (Neutral) ต่อระบบธนาคารโดยรวม
สรุปข่าว
บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ภาพรวมของมาตรการ 3 กลไกใหม่จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แก่ Credit Portal, กลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ผ่านเงินกองทุน FIDF และการใช้ Alternative Data ถือเป็น ปัจจัยบวกเฉพาะจุด (Positive Sentiment) ที่ช่วยบรรเทาความกังวลเรื่อง NPL และกระตุ้นยอดปล่อยสินเชื่อ SME แต่ในเชิงปริมาณรวมถือว่าส่งผล เป็นกลาง (Neutral) ต่อระบบธนาคารโดยรวม
ธปท. เตรียมเดินหน้า 3 กลไกปลดล็อกสินเชื่อ SME ซึ่งจะเริ่มออกได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.69 ถึงปี 70 ได้แก่ Credit Portal แพลตฟอร์มกลางที่จะเปิดตัวในเดือน ธ.ค. เพื่อแก้ปัญหาการหาลูกค้าที่มีศักยภาพไม่เจอและลดต้นทุนในการค้นหา
กลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ โดยใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) ตั้งกองทุนค้ำประกัน ขนานไปกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ตั้งเป้าช่วยปล่อยสินเชื่อ 100,000 ล้านบาทต่อปีเพื่อลดความเสี่ยง NPL และจูงใจให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้มากขึ้น หากรวมกับกลไกของ บสย.อีก 100,000 ล้านบาท จะส่งผลให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ธปท. ตั้งเป้าเสนอ รมว.คลัง ภายใน 3-4 เดือน และคาดว่าจะเริ่มได้ในปี 70
การใช้ Alternative Data เช่น ข้อมูลทางเลือก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และ e-Statement มาใช้ในการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อช่วยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และ SMEs รายย่อยที่ไม่มีรายได้ประจำให้เข้าถึงระบบสินเชื่อได้ตามพฤติกรรมการจ่ายเงินจริง
เรามองเป็นกลางต่อกลุ่มธนาคาร โดยโครงการช่วยเหลือ SME ทั้ง 3 มาตรการเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการ SME Credit Boost ที่เคยออกมาแล้วตั้งแต่ปลายปี 68 (โดยให้กับผู้ประกอบการ SME วงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท และรายใหญ่ไม่เกิน 150 ล้านบาท ขณะที่มีการค้ำประกันที่ 15-30% ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อ) ซึ่ง ไตรมาส 2/69 โครงการ SME Credit Boost มีการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ SME ไปแล้วราว 60,000 ล้านบาท (คิดเป็น 70% จากวงเงินทั้งหมด)
โครงการใหม่รอบนี้จะใช้งบประมาณจาก FIDF เช่นกัน (โครงการ SME Credit Boost ใช้เงินจาก FIDF ที่ 20,000 ล้านบาท) แต่รอบใหม่ยังไม่ทราบว่าจะใช้เท่าไร ซึ่งแต่ละปีธนาคารจะนำส่งอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท ทั้งนี้ จากโครงการช่วยเหลือในข้อที่ 2 ที่จะมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ช่วยให้เกิดสินเชื่อใหม่ได้ถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี และเมื่อรวมกับ บสย. อีก 100,000 ล้านบาท จะส่งผลให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้เราคาดว่าทุกๆ สินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท จะทำให้สินเชื่อรวมทั้งระบบเพิ่มขึ้นราว 1% ซึ่งถือว่าไม่มาก ทำให้เราคาดว่ามาตรการรอบใหม่นี้จะช่วยให้ธนาคารมีความกล้าในการปล่อยสินเชื่อ SME เพิ่มขึ้นได้บ้าง และแนวโน้ม NPL ของ SME จะลดลงได้ โดยเราเรียงลำดับธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อ SME จากมากไปน้อยคือ KBANK (24%), SCB (15%), BBL (15%), KTB (10%), TTB (7%)
เรายังคงน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มธนาคาร มากกว่าตลาด เพราะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงได้จบรอบไปแล้ว ประกอบกับมีอัตราเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ราว 6% สูงกว่าอัตราปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นที่ 3% รวมถึง valuation ยังไม่แพง โดยซื้อขายที่ระดับเพียง 0.98x PBV (-0.25SD below 10-yr average PBV) โดยเราเลือก KTB (ซื้อ/เป้า 50.00 บาท) และ KBANK (ซื้อ/เป้า 270.00 บาท) เป็น Top pick และคาด KBANK จะได้รับ sentiment บวกจากประเด็นข่าวนี้มากที่สุด
- "หุ้นไทย" 8 เดือนแรกพุ่ง 26.6% ต่างชาติเก็บ 51,183 ลบ. แต่ IPO ยังซึม
- ปรับพอร์ตตั้งรับ "ซุปเปอร์เอลนีโญ" เคาะ 3 หุ้นเด่น ปัจจัยหนุนเฉพาะตัว
- "FLE" น้องใหม่ mai พลิกธุรกิจสร้าง Recurring Income ลดพึ่งพาภาครัฐ
- ก.ย. ตลาดยังกดดัน แนะเลือกหุ้นรายตัว จับตาทองคำ
- เจาะลึกสถานการณ์ตลาดทุนโลก กลยุทธ์รับมือความผันผวนหุ้นไทย
Content สายการเงินตัวจริง รอบด้าน ด้วยประสบการณ์แนะนำการลงทุนบล.ชั้นนำ รู้ลึกด้วย Certificate วางแผนการเงิน และวิเคราะห์การลงทุน
