นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยว่ายังอยู่ในภาวะขาดเสถียรภาพ พร้อมแนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ตและถือเงินสด เพื่อรอจังหวะกลับเข้าลงทุนอีกครั้งในเดือนตุลาคม
ตลาดขาดเสถียรภาพ หุ้นเล็ก–mai ถูก "เช็คบิล"
นายประกิตระบุว่า ภาพรวมตลาดยังไม่มีเสถียรภาพ โดยช่วงเช้ามีแรงซื้อเข้ามาพยุงได้ แต่ช่วงบ่ายกลับถูกเทขาย ขณะที่หุ้นกลุ่ม Small Cap และตลาด mai ปรับตัวลงแรงกว่ากลุ่มอื่น
สาเหตุมาจากการที่หุ้นกลุ่มดังกล่าวถูกไล่เก็งกำไรขึ้นมาก่อนหน้านี้ จนขณะนี้เข้าสู่ช่วง "เช็คบิล" ทำให้นักลงทุนมีความเสี่ยงที่จะติดอยู่ในหุ้นกลุ่มนี้
กันยายนครึ่งหลังเล่นยาก จับตาเฟด–บอนด์ยิลด์–การเมืองในประเทศ
นายประกิตมองว่า เดือนกันยายน โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลัง เป็นช่วงที่ลงทุนได้ยากและมักปรับตัวลง โดยมีปัจจัยกดดันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ ได้แก่
- ทิศทางดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งโอกาสที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น
- ภาวะสงคราม ที่ยังเป็นแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่พุ่งสูงขึ้น ถือเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาด หากยิลด์ยังไม่ปรับลดลง การเก็งกำไรในสินทรัพย์อื่นจะมีความผันผวนสูง
- ปัจจัยการเมืองในประเทศ ที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
สรุปข่าว
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยว่ายังอยู่ในภาวะขาดเสถียรภาพ พร้อมแนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ตและถือเงินสด เพื่อรอจังหวะกลับเข้าลงทุนอีกครั้งในเดือนตุลาคม
ตลาดขาดเสถียรภาพ หุ้นเล็ก–mai ถูก "เช็คบิล"
นายประกิตระบุว่า ภาพรวมตลาดยังไม่มีเสถียรภาพ โดยช่วงเช้ามีแรงซื้อเข้ามาพยุงได้ แต่ช่วงบ่ายกลับถูกเทขาย ขณะที่หุ้นกลุ่ม Small Cap และตลาด mai ปรับตัวลงแรงกว่ากลุ่มอื่น
สาเหตุมาจากการที่หุ้นกลุ่มดังกล่าวถูกไล่เก็งกำไรขึ้นมาก่อนหน้านี้ จนขณะนี้เข้าสู่ช่วง "เช็คบิล" ทำให้นักลงทุนมีความเสี่ยงที่จะติดอยู่ในหุ้นกลุ่มนี้
กันยายนครึ่งหลังเล่นยาก จับตาเฟด–บอนด์ยิลด์–การเมืองในประเทศ
นายประกิตมองว่า เดือนกันยายน โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลัง เป็นช่วงที่ลงทุนได้ยากและมักปรับตัวลง โดยมีปัจจัยกดดันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ ได้แก่
- ทิศทางดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งโอกาสที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น
- ภาวะสงคราม ที่ยังเป็นแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่พุ่งสูงขึ้น ถือเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาด หากยิลด์ยังไม่ปรับลดลง การเก็งกำไรในสินทรัพย์อื่นจะมีความผันผวนสูง
- ปัจจัยการเมืองในประเทศ ที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
ด้านราคาทองคำถูกเทขายอย่างหนัก จากผลกระทบของ Bond Yield ที่พุ่งขึ้นและ Real Yield ที่กลับมา
สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเพื่อคลายแรงกดดันดอกเบี้ย
นายประกิตระบุว่า แนวทางที่จะช่วยลดแรงกดดันด้านดอกเบี้ย ประกอบด้วยการลดซัพพลายพันธบัตร การทำ Treasury Buyback การแทรกแซงค่าเงินเยน และการยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง
กลยุทธ์ลงทุน ลดพอร์ต ถือเงินสด รอเข้าซื้อเดือนตุลาคม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นายประกิตแนะนำให้ Wait and See ถือเงินสด และลดพอร์ตการลงทุนลง โดยเน้นกลับเข้าซื้อในช่วงเดือนตุลาคม เพื่อลุ้นผลตอบแทนในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตามปกติเป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของปี
หุ้นที่แนะนำ พลังงานปันผลดี และรับเหมาก่อสร้าง
- กลุ่มพลังงาน/Defensive ที่เน้นปันผลและมีความแข็งแกร่ง ได้แก่ PTT, BCP, TOP และ SPRC
- กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ CK และ STEC โดย STEC มีงาน Data Center เข้ามาค่อนข้างมาก
ที่มาข้อมูล : ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด
ที่มารูปภาพ : รายการ WEALTH LIVE วันที่ 2 กันยายน 2569
จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน
