ซาอุฯ บินตรงสู่ไทย เติมรายได้หุ้นโรงพยาบาล

Share on Line Share on Facebook Share on X

บทวิเคราะห์จากหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า สานการบิน "Riyadh Air" (ริยาด แอร์) ได้เปิดให้บริการเที่ยวบินตรง “ริยาด-กรุงเทพฯ” ตั้งแต่ 2 กันยายน และเตรียมเพิ่มความถี่เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ภายในเดือน ตุลาคม ส่งผลให้จำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นราว 3,840 ที่นั่งต่อเดือน ช่วยลดข้อจำกัดด้านการเดินทางระหว่างไทย และซาอุดีอาระเบีย พร้อมหนุนการเติบโตของ Medical Tourism ระยะยาว ซึ่งฝ่ายวิจัยฯ มองว่า การเปิดเส้นทางบินตรง ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของไทยสำหรับผู้ป่วยจากซาอุดีอาระเบียและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดกำลังซื้อสูง และมีความต้องการรักษาโรคซับซ้อน เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคกระดูกและข้อ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Self-Pay ที่มีรายได้ต่อเคสสูง

ข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวซาอุฯ เดินทางเข้าไทยมากกว่า 200,000 คนต่อปี หรือราวร้อยละ 27-28 ของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางทั้งหมด ประกอบกับจุดแข็งของไทยด้านคุณภาพการรักษา, มาตรฐานสากล และค่ารักษาพยาบาลที่แข่งขันได้ช่วยหนุนการขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติในระยะยาว

สรุปข่าว

หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ยังมีข่าวใหม่เข้ามาหนุนต่อเนื่อง ล่าสุด สายการบินของซาอุดีอาระเบีย เปิดเที่ยวบินตรง "ริยาด-กรุงเทพฯ" ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสขยายฐานผู้ป่วยตะวันออกกลางในระยะยาว หนุนด้วยภาพระยะสั้น จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 3 คาดจะแข็งแกร่งสุดของปี จาก High Season ผู้ป่วยไทยและการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ

บทวิเคราะห์จากหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า สานการบิน "Riyadh Air" (ริยาด แอร์) ได้เปิดให้บริการเที่ยวบินตรง “ริยาด-กรุงเทพฯ” ตั้งแต่ 2 กันยายน และเตรียมเพิ่มความถี่เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ภายในเดือน ตุลาคม ส่งผลให้จำนวนที่นั่งเพิ่มขึ้นราว 3,840 ที่นั่งต่อเดือน ช่วยลดข้อจำกัดด้านการเดินทางระหว่างไทย และซาอุดีอาระเบีย พร้อมหนุนการเติบโตของ Medical Tourism ระยะยาว ซึ่งฝ่ายวิจัยฯ มองว่า การเปิดเส้นทางบินตรง ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของไทยสำหรับผู้ป่วยจากซาอุดีอาระเบียและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดกำลังซื้อสูง และมีความต้องการรักษาโรคซับซ้อน เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคกระดูกและข้อ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Self-Pay ที่มีรายได้ต่อเคสสูง

ข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวซาอุฯ เดินทางเข้าไทยมากกว่า 200,000 คนต่อปี หรือราวร้อยละ 27-28 ของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางทั้งหมด ประกอบกับจุดแข็งของไทยด้านคุณภาพการรักษา, มาตรฐานสากล และค่ารักษาพยาบาลที่แข่งขันได้ช่วยหนุนการขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติในระยะยาว

จากข่าวดังกล่าว ฝ่ายวิจัยมองว่า BH จะได้รับประโยชน์สูงสุด จากสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติที่สูงถึงร้อยละ 67 ของรายได้โรงพยาบาล และรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางราวร้อยละ 22 ของรายได้รวม แม้ปัจจุบันรายได้จากผู้ป่วยซาอุฯ คิดเป็นเพียงร้อยละ 1.0 ของรายได้รวม เทียบกับ BCH ที่ร้อยละ 0.6 และ BDMS ที่ร้อยละ 0.1 แต่คาดว่าตลาดดังกล่าวจะเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยผู้ป่วยต่างชาติในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จากฐานประชากรกว่า 35 ล้านคนและกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง 

ขณะที่ BDMS และ BCH มีแนวโน้มได้อานิสงส์รองลงมา จากศักยภาพการรองรับผู้ป่วยต่างชาติและการรักษาโรคซับซ้อน โดยเฉพาะ BDMS ที่สามารถต่อยอดสู่บริการ Wellness, Preventive Medicine และ Longevity Program ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าซาอุฯ โดยรวมมองว่าการเปิดเส้นทางบินตรงครั้งนี้เป็น Catalyst เชิงโครงสร้าง ที่ช่วยขยายโอกาสการเติบโตของกลุ่ม รพ.เอกชน และอาจสร้าง Upside ต่อประมาณการผลประกอบการในระยะกลางถึงยาว

ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายวิจัยฯ จึงปรับน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลขึ้นเป็น “มากกว่าตลาด” จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 3 ที่คาดว่าจะออกมาแข็งแกร่งสุดของปี หนุนจาก High Season ผู้ป่วยไทย, การฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ และการเติบโตของ Medical Tourism ขณะที่เที่ยวบินตรง ริยาด-กรุงเทพฯ ช่วยเพิ่มโอกาสขยายฐานผู้ป่วยตะวันออกกลางในระยะยาว และภายใต้ธีมดังกล่าว ฝ่ายวิจัยฯ เลือก BH เป็นหุ้นเด่น ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินราคาเหมาะสมปี 2027 อยู่ที่ 225.00 บาท

ที่มาข้อมูล : บล. เอเซีย พลัส

ที่มารูปภาพ : Reuters