เร่งบรรลุ "FTA ไทย-EU" นายกฯ ถกนักธุรกิจยุโรป ดันไทยเข้า OECD ยกระดับเศรษฐกิจ

Share on Line Share on Facebook Share on X
เร่งบรรลุ "FTA ไทย-EU" นายกฯ ถกนักธุรกิจยุโรป ดันไทยเข้า OECD ยกระดับเศรษฐกิจ

นายกฯ ถกนักธุรกิจยุโรป เร่ง "FTA ไทย-EU" พร้อมดันเข้า OECD ชูโครงสร้างพื้นฐาน-ลดกฎระเบียบ ดึงลงทุนยกระดับเศรษฐกิจ


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ซึ่งมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน พร้อมย้ำเป้าหมายผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนและนวัตกรรมของภูมิภาค


นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ภาคธุรกิจยุโรปยืนยันความเชื่อมั่นและมีแผนขยายการลงทุนในประเทศไทย พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่เปิดรับข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง หลังมีการหารือร่วมกันหลายครั้งในเวทีระหว่างประเทศ


รัฐบาลยืนยันความพร้อมของประเทศไทยทั้งด้านการลงทุน การท่องเที่ยว และการเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค พร้อมขอให้ภาคธุรกิจยุโรปสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) ซึ่งอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย โดยตั้งเป้าสรุปการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569


นายกรัฐมนตรียอมรับว่า การเจรจาในช่วงสุดท้ายยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะประเด็นด้านวัตถุดิบและภาคการเกษตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันหาทางออกที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน พร้อมย้ำว่าหาก FTA สำเร็จ จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้าไปยุโรปได้สะดวกขึ้นจากการลดอุปสรรคด้านภาษี


สรุปข่าว

นายกฯ หารือนักธุรกิจยุโรปกว่า 40 บริษัท ย้ำเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล AI พลังงานสะอาด และโลจิสติกส์ เพื่อดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่เข้าสู่ไทย พร้อมเดินหน้าปิดดีล FTA ไทย-EU ภายในปี 2569 และผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจและเพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก

นายกฯ ถกนักธุรกิจยุโรป เร่ง "FTA ไทย-EU" พร้อมดันเข้า OECD ชูโครงสร้างพื้นฐาน-ลดกฎระเบียบ ดึงลงทุนยกระดับเศรษฐกิจ


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ซึ่งมีผู้แทนบริษัทชั้นนำของยุโรปกว่า 40 บริษัท จาก 9 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน พร้อมย้ำเป้าหมายผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนและนวัตกรรมของภูมิภาค


นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ภาคธุรกิจยุโรปยืนยันความเชื่อมั่นและมีแผนขยายการลงทุนในประเทศไทย พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่เปิดรับข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง หลังมีการหารือร่วมกันหลายครั้งในเวทีระหว่างประเทศ


รัฐบาลยืนยันความพร้อมของประเทศไทยทั้งด้านการลงทุน การท่องเที่ยว และการเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค พร้อมขอให้ภาคธุรกิจยุโรปสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) ซึ่งอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย โดยตั้งเป้าสรุปการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569


นายกรัฐมนตรียอมรับว่า การเจรจาในช่วงสุดท้ายยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะประเด็นด้านวัตถุดิบและภาคการเกษตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันหาทางออกที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน พร้อมย้ำว่าหาก FTA สำเร็จ จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้าไปยุโรปได้สะดวกขึ้นจากการลดอุปสรรคด้านภาษี


ผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD 


อีกหนึ่งวาระสำคัญคือ การผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า ได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศทั้งในยุโรปและเอเชีย ซึ่งมองว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับมาตรฐานประเทศ เพิ่มความเชื่อมั่น และเปิดโอกาสใหม่ด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ


รัฐบาลตั้งเป้าเดินหน้ากระบวนการสมัครสมาชิก OECD อย่างเต็มที่ แม้ผลการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับประเทศสมาชิก โดยไทยจะเร่งจัดทำข้อมูลและดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์สากล เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าเป็นสมาชิกภายในกรอบเวลาที่วางไว้


ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ 3 ด้าน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ได้แก่


* พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งระบบดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่


* ยกระดับระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน รวมถึงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และ Southern Economic Corridor เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและดึงดูดการลงทุน


* ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass ควบคู่กับการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั่วโลก


นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและศูนย์นวัตกรรมสำคัญของภูมิภาค โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล AI วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอาหาร พร้อมเดินหน้าผลักดัน FTA ไทย-สหภาพยุโรปให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อขยายโอกาสการส่งออกและสร้างตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย



ไทยเร่งปฎิรูปกฎระเบียบลดอุปสรรคการทำธุรกิจ

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าปฏิรูปกฎระเบียบภายใต้แนวคิด "Regulatory Guillotine" เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยกว่า 7,000 ฉบับ ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น


นายกรัฐมนตรีย้ำว่า เมื่อประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย กฎระเบียบที่คล่องตัว และมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับ จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากต่างประเทศ สร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้แรงงานไทย ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ และผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน


ขณะที่ผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปยืนยันว่า ไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนสำคัญของยุโรป จากศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิต และแรงงานคุณภาพ พร้อมสนับสนุนการผลักดัน FTA ไทย-สหภาพยุโรป และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย


นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยุโรปยังเสนอความร่วมมือใน 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค การเงินและการลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

 

ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ