"ประเทศจอร์เจีย" นวัตกรรมพุ่งแรง สตาร์ตอัปแห่ลงทุนดัน ICT โตทะลุเป้า 2026

Share on Line Share on Facebook Share on X
"ประเทศจอร์เจีย" นวัตกรรมพุ่งแรง สตาร์ตอัปแห่ลงทุนดัน ICT โตทะลุเป้า 2026

เมื่อพูดถึงประเทศจอร์เจีย ภาพจำในอดีตของหลายคนคงหนีไม่พ้นแหล่งผลิตไวน์ชั้นดี พลังงานไฮโดรคาร์บอน หรือการเป็นเพียงทางผ่านของการคมนาคม แต่ในวันนี้ปี 2026 จอร์เจียกำลังพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างเงียบๆ สู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมแห่งใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค 

การเติบโตนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงจากนโยบายภาครัฐที่เดินหมากได้อย่างเฉียบคม จนส่งผลให้ภาคธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ของประเทศขยายตัวสวนทางกับความกังวลของหลายฝ่ายก่อนหน้านี้

สรุปข่าว

อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสตาร์ตอัปของจอร์เจียเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2026 ด้วยแรงหนุนจากเงินให้เปล่าและนโยบายภาษี 10 ปีที่ดึงดูดทั้งนักลงทุนและชาวต่างชาติ แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนและรายได้เข้าประเทศมหาศาล แต่จอร์เจียยังต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานไอทีท้องถิ่นเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญต่างชาติมากเกินไป

เมื่อพูดถึงประเทศจอร์เจีย ภาพจำในอดีตของหลายคนคงหนีไม่พ้นแหล่งผลิตไวน์ชั้นดี พลังงานไฮโดรคาร์บอน หรือการเป็นเพียงทางผ่านของการคมนาคม แต่ในวันนี้ปี 2026 จอร์เจียกำลังพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างเงียบๆ สู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมแห่งใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค 

การเติบโตนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงจากนโยบายภาครัฐที่เดินหมากได้อย่างเฉียบคม จนส่งผลให้ภาคธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ของประเทศขยายตัวสวนทางกับความกังวลของหลายฝ่ายก่อนหน้านี้

ความสำเร็จด้าน ICT ของจอร์เจีย


ข้อมูลล่าสุดจากสมาคม ICT แห่งจอร์เจียตอกย้ำความสำเร็จนี้อย่างชัดเจน โดยในช่วงสามไตรมาสแรกของปี 2025 ภาคอุตสาหกรรมนี้สามารถกวาดรายได้จากต่างประเทศไปได้สูงถึง 791 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งพุ่งขึ้นถึง 66% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และทำยอดแซงหน้ารายได้รวมของทั้งปี 2024 ไปอย่างขาดลอย 

การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมไอทีของจอร์เจียกำลังเข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพและขยายตัวด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่กระแสการอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเพียงอย่างเดียว 

ปัจจุบัน ภาค ICT กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีมูลค่าการหมุนเวียนสูงถึง 7 พันล้านลารีจอร์เจีย ครองสัดส่วน 8.2% ของ GDP และสร้างงานให้กับผู้คนมากกว่า 50,000 คน ในบริษัทไอทีที่จดทะเบียนกว่า 24,265 แห่ง 

นอกจากนี้ หากมองลึกลงไปถึงกลุ่มคนทำงานด้านไอทีในภาพรวม แพลตฟอร์มอย่าง GitHub ยังระบุว่ามีผู้ใช้งานในจอร์เจียมากถึง 140,000 ราย ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของบุคลากรที่ซ่อนตัวอยู่นอกระบบบริษัทไอทีทั่วไปด้วย

เบื้องหลังความร้อนแรงนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่จัดหนักจัดเต็ม โดยเฉพาะสำนักงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งจอร์เจีย (GITA) ที่ได้อัดฉีดงบประมาณผ่านโครงการให้เงินอุดหนุน (Matching Grants) ไปแล้วราว 15.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยต่อลมหายใจและผลักดันสตาร์ตอัปถึง 279 แห่ง 

สิ่งที่น่าทึ่งคือเงินจำนวนนี้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ดึงดูดเม็ดเงินร่วมลงทุนจากภาคเอกชนได้มากถึง 217 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นเกือบ 14 เท่า ส่งผลให้ระบบนิเวศเทคโนโลยีระยะเริ่มต้นในกรุงทบิลิซีตอนนี้มีมูลค่าประเมินพุ่งทะลุ 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อย

แต่นั่นยังไม่หมด ไม้ตายสำคัญที่ทำให้ชาวต่างชาติแห่แหนกันเข้ามาตั้งฐานทัพในจอร์เจียคือ โครงสร้างภาษีที่ดึงดูดใจขั้นสุด โดยตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา จอร์เจียเสนอสิทธิพิเศษทางภาษีระยะยาว 10 ปีให้กับสตาร์ตอัปสายดนวัตกรรมที่ผ่านเกณฑ์ เริ่มตั้งแต่ปลอดภาษีนิติบุคคล 0% ใน 3 ปีแรก ตามด้วย 5% ใน 3 ปีถัดมา และ 10% ใน 4 ปีสุดท้าย 

นอกจากนี้ยังมีโซนพิเศษสำหรับธุรกิจที่รับรายได้ด้านไอทีจากต่างประเทศ ซึ่งจะได้สิทธิประโยชน์เสียภาษีนิติบุคคล 0% อีกด้วย นโยบายเหล่านี้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (MVP) ในกรุงทบิลิซีมีราคาถูกที่สุดแห่งหนึ่งเมื่อเทียบกับคุณภาพระดับมาตรฐานตะวันตก 

ความคึกคักนี้ยังดึงดูดให้แอคเซลเลอเรเตอร์ระดับโลกอย่าง Plug and Play, 500 Global, Founder Institute และ Startupbootcamp เข้ามาจัดโปรแกรมบ่มเพาะสตาร์ตอัปกว่า 160 รายในประเทศ โดยมีกลุ่มฟินเทค (Fintech) เป็นหัวหอกสำคัญที่กวาดเงินระดมทุนไปได้ทำสถิติสูงสุดถึง 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2024-2025 

ในขณะเดียวกัน จอร์เจียก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในบ้านตัวเอง แต่ยังรุกคืบด้วยการเปิด International Innovation Hub ที่ซานฟรานซิสโก เพื่อเชื่อมโยงสตาร์ตอัปจอร์เจียเข้ากับแหล่งทุนยักษ์ใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาพความสำเร็จที่สวยหรู อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจอร์เจียยังคงต้องเผชิญกับรอยรั่วสำคัญที่ต้องเร่งอุดให้ทันท่วงที นั่นคือ “ช่องว่างด้านทักษะแรงงานและความเปราะบางของโครงสร้าง” แม้ปัจจุบันจะเต็มไปด้วยบริษัทระดับโลกอย่าง Epam Systems, Exadel หรือ Binance ที่เข้ามาตั้งฐานการทำงาน 

แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ ณ ปี 2025 ผู้ให้บริการด้านไอทีของจอร์เจียถึง 93% เป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามา หากสถานการณ์โลกเปลี่ยนไปและคนกลุ่มนี้ตัดสินใจย้ายออก อุตสาหกรรมไอทีที่กำลังโตวันโตคืนของจอร์เจียอาจล้มครืนได้ทันที ในขณะที่บัณฑิตจบใหม่ในประเทศ แม้จะให้ความสนใจสายงานนี้มากขึ้นจนดันค่าเฉลี่ยเงินเดือนพุ่งทะลุ 6,911 ลารีจอร์เจีย แต่พวกเขากลับยังมีแค่ทักษะเชิงทฤษฎี ขาดประสบการณ์จริง และขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ตลาดโลกกำลังกระหาย เช่น คลาวด์, AI/ML, หรือความปลอดภัยทางไซเบอร์

ก้าวต่อไปในปี 2026

จอร์เจียกำลังอยู่บนทางแพร่งสำคัญ การเติบโตแบบก้าวกระโดดในระยะสั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริงผ่านนโยบายที่เฉียบขาด แต่เพื่อรักษาโมเมนตัมนี้ให้ยั่งยืน รัฐบาลและภาคเอกชนจอร์เจียจำเป็นต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานท้องถิ่นให้พร้อมสู้ในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่ยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน หากจอร์เจียสามารถอุดรอยรั่วนี้ได้สำเร็จ เราอาจกำลังเห็นการถือกำเนิดของ “ซิลิคอนแวลลีย์แห่งคอเคซัส” อย่างเต็มรูปแบบในเร็วๆ นี้