
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก SonthiKotchawatเกี่ยวกับยุโรปกำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว…ก่อนตั้งถิ่นฐานต้องคิดให้ดี เมื่อคลื่นความร้อนอาจกลายเป็นภัยประจำปีที่คร่าชีวิต
การย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในทวีปยุโรป อาจไม่ใช่เรื่องที่มีเพียงภาพของอากาศเย็นสบาย เมืองสวยงาม และคุณภาพชีวิตที่ดีอีกต่อไป เพราะในอนาคต “ความร้อนจัด” อาจกลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเผชิญเป็นประจำทุกปี และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต
ในช่วงคลื่นความร้อนครั้งรุนแรงของยุโรป ระหว่างวันที่ 22–28 มิถุนายน 2569 ข้อมูลจาก 27 ประเทศในยุโรประบุว่า มีผู้เสียชีวิตเกินกว่าค่าปกติรวมสูงถึง 10,650 รายซึ่งรวมทั้งผู้เสียชีวิตจากผลกระทบของอากาศร้อนโดยตรง และผู้ที่เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับความร้อน
ปัจจุบันยุโรปถูกจัดให้เป็นภูมิภาคที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยอัตราการร้อนขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 2 เท่า หรือเพิ่มขึ้นราว 0.53–0.56 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990
ข้อมูลจากศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) ระบุว่า ยุโรปมีแนวโน้มเผชิญอากาศร้อนขึ้นต่อเนื่องในทุกปี โดยไม่มีแนวโน้มย้อนกลับ สาเหตุไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เกิดจากหลายกลไกทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สรุปข่าว
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก SonthiKotchawatเกี่ยวกับยุโรปกำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว…ก่อนตั้งถิ่นฐานต้องคิดให้ดี เมื่อคลื่นความร้อนอาจกลายเป็นภัยประจำปีที่คร่าชีวิต
การย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในทวีปยุโรป อาจไม่ใช่เรื่องที่มีเพียงภาพของอากาศเย็นสบาย เมืองสวยงาม และคุณภาพชีวิตที่ดีอีกต่อไป เพราะในอนาคต “ความร้อนจัด” อาจกลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเผชิญเป็นประจำทุกปี และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต
ในช่วงคลื่นความร้อนครั้งรุนแรงของยุโรป ระหว่างวันที่ 22–28 มิถุนายน 2569 ข้อมูลจาก 27 ประเทศในยุโรประบุว่า มีผู้เสียชีวิตเกินกว่าค่าปกติรวมสูงถึง 10,650 รายซึ่งรวมทั้งผู้เสียชีวิตจากผลกระทบของอากาศร้อนโดยตรง และผู้ที่เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับความร้อน
ปัจจุบันยุโรปถูกจัดให้เป็นภูมิภาคที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยอัตราการร้อนขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 2 เท่า หรือเพิ่มขึ้นราว 0.53–0.56 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990
ข้อมูลจากศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) ระบุว่า ยุโรปมีแนวโน้มเผชิญอากาศร้อนขึ้นต่อเนื่องในทุกปี โดยไม่มีแนวโน้มย้อนกลับ สาเหตุไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เกิดจากหลายกลไกทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
1. อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ และสูญเสียเกราะสะท้อนความร้อนของโลก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือยุโรปมีพื้นที่เชื่อมต่อกับเขตอาร์กติก ซึ่งเป็นบริเวณที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก
เมื่อน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก หิมะ และธารน้ำแข็งบนเทือกเขาแอลป์ละลาย พื้นผิวสีขาวที่เคยทำหน้าที่สะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศ หรือที่เรียกว่า Albedo Effect ก็ลดลง
พื้นที่ที่เคยปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะถูกแทนที่ด้วยพื้นดิน หิน หรือผืนน้ำสีเข้ม ซึ่งดูดซับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์มากขึ้น ส่งผลให้ภูมิภาคร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว
2. อากาศสะอาดขึ้น แต่กลับเพิ่มความร้อนมากขึ้น
มาตรการลดมลพิษทางอากาศของยุโรปตั้งแต่ช่วงปี 1980 ถือเป็นความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อม แต่กลับมีผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง
เมื่อปริมาณละอองลอย (Aerosols) จากภาคอุตสาหกรรมและมลพิษทางอากาศลดลง ชั้นบรรยากาศที่เคยทำหน้าที่เป็น “เกราะสะท้อนแสงอาทิตย์” ก็ลดลง ทำให้รังสีจากดวงอาทิตย์สามารถส่องถึงพื้นผิวโลกได้มากขึ้น ผลคือพื้นดินในยุโรปรับพลังงานความร้อนมากขึ้น และทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าที่เคย
3. กระแสลมกรดเปลี่ยน ทำให้เกิด “โดมความร้อน”
ภาวะโลกร้อนและการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ส่งผลต่อรูปแบบของกระแสลมกรด (Jet Stream) ซึ่งเป็นลมความเร็วสูงที่พัดจากตะวันตกไปตะวันออก
เมื่อลมกรดอ่อนกำลังลง มันมีแนวโน้มเกิดรูปแบบโค้งคล้ายตัวโอเมกา (Ω) ทำให้ระบบความกดอากาศสูงหยุดนิ่งเหนือยุโรป เกิดเป็น “โดมความร้อน” (Heat Dome)
อากาศร้อนถูกกดลงสู่พื้นดินและสะสมต่อเนื่องหลายวันหรือหลายสัปดาห์ คล้ายฝาชีหรือฝาหม้อที่กักความร้อนไว้ ไม่ให้อากาศร้อนระบายออก
ขณะเดียวกัน รูปแบบการหมุนเวียนของบรรยากาศยังส่งเสริมให้เกิดลมใต้ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเครื่องสูบอากาศร้อน ดึงมวลอากาศจากทะเลทรายสะฮาราในแอฟริกาเหนือเข้าสู่ยุโรป ทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น
4. ผืนแผ่นดินยุโรปร้อนเร็วกว่ามหาสมุทร
ยุโรปมีพื้นที่แผ่นดินขนาดใหญ่ ซึ่งตามหลักฟิสิกส์ พื้นดินสามารถดูดซับและสะสมความร้อนได้เร็วกว่ามหาสมุทร
แม้มหาสมุทรสามารถช่วยระบายความร้อนผ่านกระบวนการระเหยของน้ำได้ แต่พื้นดินไม่มีคุณสมบัตินี้ ทำให้อุณหภูมิบนแผ่นดินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์
5. บ้านเมืองยุโรปไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือความร้อน
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ชาวยุโรปได้รับผลกระทบรุนแรง คือโครงสร้างพื้นฐานเดิม
บ้านและอาคารจำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อเก็บความอบอุ่นในฤดูหนาว และหลายพื้นที่ไม่มีระบบปรับอากาศ เนื่องจากในอดีตไม่จำเป็นต้องรับมือกับอุณหภูมิระดับ 40 องศาเซลเซียส
แต่เมื่อคลื่นความร้อนรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาคารเหล่านี้กลับกลายเป็นพื้นที่สะสมความร้อน เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ และสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข
ยุโรปกำลังเผชิญยุคใหม่ที่ “ความร้อนจัด” อาจกลายเป็นภัยประจำปี ไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติอีกต่อไป ตั้งแต่การสูญเสียน้ำแข็งขั้วโลก การเปลี่ยนแปลงของกระแสลม ไปจนถึงโครงสร้างเมืองที่ยังไม่พร้อมรับมือ ล้วนทำให้ทวีปแห่งนี้ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ก่อนตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในยุโรป อากาศหนาวเย็นอาจไม่ใช่ภาพเดียวของอนาคต เพราะฤดูร้อนที่แตะ 40 องศาเซลเซียส และความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน อาจกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องเตรียมรับมือในทุกปี
- ทำไมช่วงนี้นอนไม่หลับ? คำตอบอาจไม่ใช่แค่ “ความเครียด”
- ร้อนจนรันเวย์ละลาย! สนามบินนอร์เวย์ ต้องฉีดน้ำสู้คลื่นความร้อน
- ถึงเวลาบอกลาสูท? ญี่ปุ่นเปลี่ยนกฎแต่งตัว เพราะอากาศร้อนเกินรับไหว
- อังกฤษชี้ "อากาศร้อนจัด" กลายเป็น “เรื่องปกติใหม่” แล้ว ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอีกต่อไป!
- ภัยเงียบแห่งศตวรรษ! WHO เตือนคนทั้งโลกให้ระวัง ก่อนจะสายเกินไป
ที่มาข้อมูล : Sonthi Kotchawat
ที่มารูปภาพ : tropicaltidbits.com
