วิเคราะห์แนวโน้ม SET Index ทดสอบแนวต้าน 1,644 จุด

Share on Line Share on Facebook Share on X

วันที่ 16 ก.ค. 2569 ในรายการ WEALTH LIVE นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย พร้อมเจาะลึกกลยุทธ์การลงทุนรายกลุ่มอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะตลาดที่ดัชนีปรับตัวขึ้นมาทดสอบแนวต้านสำคัญ

SET Index ระดับ 1,644 จุด

นายประกิต ประเมินว่ามูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 1,644 จุด เปรียบเสมือน "เขตแดนความถูก" หากดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับนี้ถือว่ายังมีความน่าสนใจในการเข้าซื้อ แต่หากทะลุผ่าน 1,644 จุดขึ้นไป ตลาดจะเริ่มเข้าสู่โซนราคาแพง การที่ดัชนีจะไปต่อได้ต้องอาศัยปัจจัยบวกมารองรับ เช่น เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) หรือความคาดหวังเรื่องเศรษฐกิจฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม นายประกิตยังมีมุมมองระมัดระวังต่อเศรษฐกิจไทย โดยมองว่าเติบโตได้ยากหากจะหวังให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ระดับ 2-2.5% กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้จึงไม่แนะนำให้ถือยาว แต่แนะนำให้หาจังหวะเก็งกำไรในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีสภาพคล่อง


สรุปข่าว

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 1,644 จุด ถือเป็น "เขตแดนความถูก" หากทะลุผ่านระดับนี้จะเข้าสู่โซนราคาแพง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเติบโตจำกัดราว 2-2.5% จึงแนะนำกลยุทธ์เน้นเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีสภาพคล่อง สำหรับหุ้นเด่นแนะนำ TOP และ PTT ในกลุ่มพลังงาน ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ชู KCE รับอานิสงส์งบไตรมาส 2 ขณะที่กลุ่มธนาคารให้ระวังแรงขายทำกำไร แต่มีลุ้น SCB อาจทำเซอร์ไพรส์กำไรแตะ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมแนะนำ KTC และ BLA ที่น่าสนใจสำหรับการถือลงทุนระยะยาว

วันที่ 16 ก.ค. 2569 ในรายการ WEALTH LIVE นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย พร้อมเจาะลึกกลยุทธ์การลงทุนรายกลุ่มอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะตลาดที่ดัชนีปรับตัวขึ้นมาทดสอบแนวต้านสำคัญ

SET Index ระดับ 1,644 จุด

นายประกิต ประเมินว่ามูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 1,644 จุด เปรียบเสมือน "เขตแดนความถูก" หากดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับนี้ถือว่ายังมีความน่าสนใจในการเข้าซื้อ แต่หากทะลุผ่าน 1,644 จุดขึ้นไป ตลาดจะเริ่มเข้าสู่โซนราคาแพง การที่ดัชนีจะไปต่อได้ต้องอาศัยปัจจัยบวกมารองรับ เช่น เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) หรือความคาดหวังเรื่องเศรษฐกิจฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม นายประกิตยังมีมุมมองระมัดระวังต่อเศรษฐกิจไทย โดยมองว่าเติบโตได้ยากหากจะหวังให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ระดับ 2-2.5% กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้จึงไม่แนะนำให้ถือยาว แต่แนะนำให้หาจังหวะเก็งกำไรในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีสภาพคล่อง


ส่องหุ้นเด่นรายกลุ่ม พลังงาน-อิเล็กทรอนิกส์-ท่องเที่ยว

กลุ่มพลังงาน หุ้น TOP ถือว่าทำผลงานได้เหนือความคาดหมาย โดยมีการปรับตัวฟื้นขึ้นมาเกือบ 10% ขณะที่ PTT ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมาะสำหรับการซื้อถือเพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ในพอร์ตลงทุน

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เป็นช่วงของการเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 2 โดยมองว่า KCE มีทรงกราฟที่ดูดีที่สุด เนื่องจากคาดว่าจะมีการปรับขึ้นราคาขายในช่วงครึ่งปีหลัง ตามมาด้วย HANA ในขณะที่ DELTA ยังคงทรงตัว ทั้งนี้ นักลงทุนต้องระมัดระวังปัจจัยกดดันจากบรรยากาศการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โลกที่เริ่มมีแรงเทขาย

กลุ่มท่องเที่ยว แม้จะมีนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวออกมา แต่ประเมินว่าอาจยังไม่ส่งผลให้รายได้ของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับงบไตรมาส 2-3 ถือเป็นช่วงที่ชะลอตัว หากต้องการเข้าลงทุน หุ้นที่ชื่นชอบที่สุดในกลุ่มนี้คือ CENTEL รองลงมาคือ AOT

จับตางบไตรมาส 2 กลุ่มธนาคาร

สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ราคาหุ้นเริ่มตึงตัว ทิศทางหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ถึงสัปดาห์หน้า โดยตลาดคาดหวังว่าผลประกอบการของ KKP จะออกมาดีตามคาด

จุดที่น่าจับตามองคือ SCB ซึ่งตลาดประเมินกำไรไว้ที่ราว 10,000-10,500 ล้านบาท แต่มองว่ามีโอกาสทำเซอร์ไพรส์แตะระดับ 11,000-12,000 ล้านบาทได้ อย่างไรก็ตาม หากงบออกมาไม่ดีตามที่ประเมินไว้ อาจมีแรงขายทำกำไร (Sell on Fact) ออกมากดดันตลาดได้

นอกจากนี้ นายประกิตยังแนะนำหุ้นในกลุ่มการเงินและประกันอย่าง KTC และ BLA ที่มองว่ายังมีสภาพคล่องหนุน และมีความน่าสนใจสามารถเข้าซื้อเพื่อถือลงทุนยาวได้

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน