
ไทยเร่งเครื่องสู่ “ครัวแห่งเอเชีย” รับโจทย์ความมั่นคงอาหารโลก
ในวันที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร ประเทศไทยกำลังมองเห็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับบทบาทของตัวเองจาก "ผู้ผลิตสินค้าเกษตร" ไปสู่ "ศูนย์กลางอาหารของภูมิภาค" หรือ "ครัวแห่งเอเชีย" ภายใต้แนวคิด Feeding Asia from Thailand
โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะปัจจุบันอาหารกำลังกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของโลก ท่ามกลางความผันผวนจากสงคราม ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพและมีความมั่นคงมากขึ้น
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประเมินว่า ภายในปี 2050 โลกจะมีประชากรเพิ่มขึ้นใกล้ 10,000 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกและทรัพยากรน้ำกลับมีข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้ประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตอาหารอย่างไทยได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค
ขณะเดียวกัน มูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มโลกในปี 2568 มีการประเมินไว้ว่าสูงกว่า 8.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 โดยมีเอเชียเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตของความต้องการอาหารสูงที่สุดของโลก นั่นหมายความว่าประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตอาหารอย่างไทย กำลังยืนอยู่บนโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่
กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงเร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์ยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทย ผ่านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การขยายตลาดส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอาหารของเอเชียในอนาคต
: ส่งออกเกษตรพลิกบวกครั้งแรกในรอบ 8 เดือน
สัญญาณบวกเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในปีนี้ เมื่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในเดือนเมษายน 2569 กลับมาขยายตัว 17.9% หลังจากติดลบต่อเนื่องนานถึง 8 เดือน แรงหนุนสำคัญมาจากมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งการเปิดตลาดล่วงหน้า การเจรจาอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้านและจีน รวมถึงการทำตลาดเชิงรุกผ่านเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลก
โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผลไม้ไทย มีคำสั่งซื้อทุเรียนไทยในปีนี้สูงถึง 1-1.1 ล้านตัน ขณะที่มังคุดมีเป้าหมายส่งออกกว่า 150,000 ตัน ส่งผลให้ผลไม้ไทยหลายชนิดเติบโตโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนที่ส่งออกเพิ่มขึ้น 109.5% เงาะเพิ่มขึ้น 92.8% และลิ้นจี่เพิ่มขึ้น 70%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่กำลังมีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
: ไทยมีฐานแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคิด
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายสำคัญของโลก โดยในปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมรวมราว 1.8 ล้านล้านบาทรวมประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 8% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการส่งออกอาหารของไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 1.64 ล้านล้านบาท สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่มีความครบวงจร ตั้งแต่ภาคเกษตร วัตถุดิบ การแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงการส่งออก
จุดแข็งของไทยไม่ได้มีเพียงข้าวหรือผลไม้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาหารทะเล ปศุสัตว์ อาหารแปรรูป และอาหารพร้อมรับประทานที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ขณะที่อาหารไทยยังเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ทำให้ไทยมีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าหลายประเทศในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารของภูมิภาค
สรุปข่าว
ไทยเร่งเครื่องสู่ “ครัวแห่งเอเชีย” รับโจทย์ความมั่นคงอาหารโลก
ในวันที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร ประเทศไทยกำลังมองเห็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับบทบาทของตัวเองจาก "ผู้ผลิตสินค้าเกษตร" ไปสู่ "ศูนย์กลางอาหารของภูมิภาค" หรือ "ครัวแห่งเอเชีย" ภายใต้แนวคิด Feeding Asia from Thailand
โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะปัจจุบันอาหารกำลังกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของโลก ท่ามกลางความผันผวนจากสงคราม ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพและมีความมั่นคงมากขึ้น
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประเมินว่า ภายในปี 2050 โลกจะมีประชากรเพิ่มขึ้นใกล้ 10,000 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกและทรัพยากรน้ำกลับมีข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้ประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตอาหารอย่างไทยได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค
ขณะเดียวกัน มูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มโลกในปี 2568 มีการประเมินไว้ว่าสูงกว่า 8.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 โดยมีเอเชียเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตของความต้องการอาหารสูงที่สุดของโลก นั่นหมายความว่าประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตอาหารอย่างไทย กำลังยืนอยู่บนโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่
กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงเร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์ยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทย ผ่านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การขยายตลาดส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอาหารของเอเชียในอนาคต
: ส่งออกเกษตรพลิกบวกครั้งแรกในรอบ 8 เดือน
สัญญาณบวกเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในปีนี้ เมื่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในเดือนเมษายน 2569 กลับมาขยายตัว 17.9% หลังจากติดลบต่อเนื่องนานถึง 8 เดือน แรงหนุนสำคัญมาจากมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งการเปิดตลาดล่วงหน้า การเจรจาอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้านและจีน รวมถึงการทำตลาดเชิงรุกผ่านเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลก
โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผลไม้ไทย มีคำสั่งซื้อทุเรียนไทยในปีนี้สูงถึง 1-1.1 ล้านตัน ขณะที่มังคุดมีเป้าหมายส่งออกกว่า 150,000 ตัน ส่งผลให้ผลไม้ไทยหลายชนิดเติบโตโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนที่ส่งออกเพิ่มขึ้น 109.5% เงาะเพิ่มขึ้น 92.8% และลิ้นจี่เพิ่มขึ้น 70%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่กำลังมีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
: ไทยมีฐานแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคิด
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายสำคัญของโลก โดยในปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมรวมราว 1.8 ล้านล้านบาทรวมประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 8% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการส่งออกอาหารของไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 1.64 ล้านล้านบาท สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่มีความครบวงจร ตั้งแต่ภาคเกษตร วัตถุดิบ การแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงการส่งออก
จุดแข็งของไทยไม่ได้มีเพียงข้าวหรือผลไม้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาหารทะเล ปศุสัตว์ อาหารแปรรูป และอาหารพร้อมรับประทานที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ขณะที่อาหารไทยยังเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ทำให้ไทยมีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าหลายประเทศในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารของภูมิภาค
: จากผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่ผู้สร้างมูลค่าเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม การเป็น "ครัวแห่งเอเชีย" ในยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการผลิตอาหารให้ได้มากที่สุดอีกต่อไป การแข่งขันของโลกกำลังเปลี่ยนจาก "ปริมาณ" ไปสู่ "คุณภาพ นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่ม"
นี่คือเหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร การยกระดับมาตรฐานการผลิต การส่งเสริมการแปรรูป การสร้างแบรนด์สินค้า และการผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย
เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ขายวัตถุดิบ ไปสู่ผู้สร้างผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูงที่สามารถกำหนดราคาและแข่งขันในตลาดโลกได้
: นักวิเคราะห์ชี้ อนาคตอาหารไทยอยู่ที่นวัตกรรม
หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจมองตรงกันว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต เช่น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ความต้องการอาหารสุขภาพ อาหารพร้อมรับประทาน อาหารแห่งอนาคต (Future Food) และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาดโลก
ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาสินค้าให้มีความแตกต่าง ผ่านการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว และหากทำได้สำเร็จ ไทยจะไม่ได้เป็นเพียงประเทศผู้ส่งออกอาหาร แต่จะก้าวสู่การเป็นผู้กำหนดมาตรฐานและสร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมอาหารโลก
: 3 เครื่องยนต์สำคัญ พาไทยสู่ครัวแห่งเอเชีย
เครื่องยนต์แรก คือ การยกระดับภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
เครื่องยนต์ที่สอง คือ การเพิ่มมูลค่าสินค้าอาหารไทย ผ่านการแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต เพื่อให้ไทยไม่หยุดอยู่ที่การส่งออกวัตถุดิบ
และเครื่องยนต์ที่สาม คือ การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตอาหารในระยะยาว เพราะหากไม่มีระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ไทยก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคตได้
: โอกาสใหญ่บนความท้าทาย
แม้ไทยจะมีศักยภาพสูง แต่เส้นทางสู่การเป็นครัวแห่งเอเชียยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันของประเทศผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเป็นครัวแห่งเอเชียจึงไม่ใช่การผลิตอาหารราคาถูก แต่คือการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และสร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย
เป้าหมาย Feeding Asia from Thailand จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดส่งออกสินค้าเกษตร แต่คือการยกระดับเศรษฐกิจอาหารไทยทั้งระบบ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวจาก "ผู้ผลิตอาหาร" สู่ "ผู้นำด้านอาหารของเอเชีย" และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกในอนาคต
เพราะภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีสัดส่วนเกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานของคนไทยหลายสิบล้านคน และเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ การยกระดับไทยสู่ "ครัวแห่งเอเชีย" จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการส่งออกอาหาร แต่หมายถึงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว เป็นโอกาสที่จะยกระดับชีวิตของคนไทยทุกคน
- ดอยซ์แบงก์ หั่นเป้า "ราคาทองคำ" ปี 2569 กังวลเฟดคุมดอกเบี้ย-แรงซื้อทองชะลอ
- พาณิชย์เร่งส่งออกข้าว ลุยแอฟริกา-ลาติน ดันเป้า 7 ล้านตัน
- “อนุทิน” ชูประเทศไทย เป็นประตูเชื่อม รัสเซีย-อาเซียน ส่งเสริมการค้า การลงทุน
- จ่อขยาย "สนามบินสุวรรณภูมิ" ดันไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค ปี 2572
- "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" โครงการในพระดำริ ส่งเสริมอาชีพ เศรษฐกิจชุมชน
ที่มาข้อมูล : กระทรวงพาณิชย์ รัฐบาลไทย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจกสิกรไทย TNN Wealth รวบรวม
ที่มารูปภาพ : Gemini 3 GPT Image
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
