โอกาสมาแล้ว! ไทยเร่งเครื่อง ขึ้นแท่น “ครัวแห่งเอเชีย” ตอบโจทย์มั่นคงอาหารโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X
โอกาสมาแล้ว! ไทยเร่งเครื่อง ขึ้นแท่น “ครัวแห่งเอเชีย” ตอบโจทย์มั่นคงอาหารโลก

ไทยเร่งเครื่องสู่ “ครัวแห่งเอเชีย” รับโจทย์ความมั่นคงอาหารโลก


ในวันที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร ประเทศไทยกำลังมองเห็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับบทบาทของตัวเองจาก "ผู้ผลิตสินค้าเกษตร" ไปสู่ "ศูนย์กลางอาหารของภูมิภาค" หรือ "ครัวแห่งเอเชีย" ภายใต้แนวคิด Feeding Asia from Thailand


โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะปัจจุบันอาหารกำลังกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของโลก ท่ามกลางความผันผวนจากสงคราม ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพและมีความมั่นคงมากขึ้น


องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประเมินว่า ภายในปี 2050 โลกจะมีประชากรเพิ่มขึ้นใกล้ 10,000 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกและทรัพยากรน้ำกลับมีข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้ประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตอาหารอย่างไทยได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค


ขณะเดียวกัน มูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มโลกในปี 2568 มีการประเมินไว้ว่าสูงกว่า 8.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 โดยมีเอเชียเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตของความต้องการอาหารสูงที่สุดของโลก นั่นหมายความว่าประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตอาหารอย่างไทย กำลังยืนอยู่บนโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่


กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงเร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์ยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทย ผ่านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การขยายตลาดส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอาหารของเอเชียในอนาคต


: ส่งออกเกษตรพลิกบวกครั้งแรกในรอบ 8 เดือน


สัญญาณบวกเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในปีนี้ เมื่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในเดือนเมษายน 2569 กลับมาขยายตัว 17.9% หลังจากติดลบต่อเนื่องนานถึง 8 เดือน แรงหนุนสำคัญมาจากมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งการเปิดตลาดล่วงหน้า การเจรจาอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้านและจีน รวมถึงการทำตลาดเชิงรุกผ่านเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลก


โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผลไม้ไทย มีคำสั่งซื้อทุเรียนไทยในปีนี้สูงถึง 1-1.1 ล้านตัน ขณะที่มังคุดมีเป้าหมายส่งออกกว่า 150,000 ตัน ส่งผลให้ผลไม้ไทยหลายชนิดเติบโตโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนที่ส่งออกเพิ่มขึ้น 109.5% เงาะเพิ่มขึ้น 92.8% และลิ้นจี่เพิ่มขึ้น 70%


ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่กำลังมีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


: ไทยมีฐานแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคิด


ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายสำคัญของโลก โดยในปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมรวมราว 1.8 ล้านล้านบาทรวมประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 8% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการส่งออกอาหารของไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 1.64 ล้านล้านบาท สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่มีความครบวงจร ตั้งแต่ภาคเกษตร วัตถุดิบ การแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงการส่งออก


จุดแข็งของไทยไม่ได้มีเพียงข้าวหรือผลไม้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาหารทะเล ปศุสัตว์ อาหารแปรรูป และอาหารพร้อมรับประทานที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ขณะที่อาหารไทยยังเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ทำให้ไทยมีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าหลายประเทศในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารของภูมิภาค



สรุปข่าว

ไทยเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ "ครัวแห่งเอเชีย" ยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารด้วยนวัตกรรม มาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงอาหารของโลกที่กำลังทวีความสำคัญ ท่ามกลางความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ไทยมีโอกาสก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอาหารคุณภาพของภูมิภาค สร้างรายได้ให้เกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

ไทยเร่งเครื่องสู่ “ครัวแห่งเอเชีย” รับโจทย์ความมั่นคงอาหารโลก


ในวันที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร ประเทศไทยกำลังมองเห็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับบทบาทของตัวเองจาก "ผู้ผลิตสินค้าเกษตร" ไปสู่ "ศูนย์กลางอาหารของภูมิภาค" หรือ "ครัวแห่งเอเชีย" ภายใต้แนวคิด Feeding Asia from Thailand


โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะปัจจุบันอาหารกำลังกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของโลก ท่ามกลางความผันผวนจากสงคราม ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งผลิตอาหารที่มีคุณภาพและมีความมั่นคงมากขึ้น


องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประเมินว่า ภายในปี 2050 โลกจะมีประชากรเพิ่มขึ้นใกล้ 10,000 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกและทรัพยากรน้ำกลับมีข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้ประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตอาหารอย่างไทยได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค


ขณะเดียวกัน มูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มโลกในปี 2568 มีการประเมินไว้ว่าสูงกว่า 8.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 โดยมีเอเชียเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตของความต้องการอาหารสูงที่สุดของโลก นั่นหมายความว่าประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตอาหารอย่างไทย กำลังยืนอยู่บนโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่


กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงเร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์ยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไทย ผ่านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การขยายตลาดส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอาหารของเอเชียในอนาคต


: ส่งออกเกษตรพลิกบวกครั้งแรกในรอบ 8 เดือน


สัญญาณบวกเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในปีนี้ เมื่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในเดือนเมษายน 2569 กลับมาขยายตัว 17.9% หลังจากติดลบต่อเนื่องนานถึง 8 เดือน แรงหนุนสำคัญมาจากมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งการเปิดตลาดล่วงหน้า การเจรจาอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้านและจีน รวมถึงการทำตลาดเชิงรุกผ่านเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลก


โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผลไม้ไทย มีคำสั่งซื้อทุเรียนไทยในปีนี้สูงถึง 1-1.1 ล้านตัน ขณะที่มังคุดมีเป้าหมายส่งออกกว่า 150,000 ตัน ส่งผลให้ผลไม้ไทยหลายชนิดเติบโตโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนที่ส่งออกเพิ่มขึ้น 109.5% เงาะเพิ่มขึ้น 92.8% และลิ้นจี่เพิ่มขึ้น 70%


ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่กำลังมีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


: ไทยมีฐานแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคิด


ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายสำคัญของโลก โดยในปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมรวมราว 1.8 ล้านล้านบาทรวมประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 8% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการส่งออกอาหารของไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 1.64 ล้านล้านบาท สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่มีความครบวงจร ตั้งแต่ภาคเกษตร วัตถุดิบ การแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงการส่งออก


จุดแข็งของไทยไม่ได้มีเพียงข้าวหรือผลไม้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาหารทะเล ปศุสัตว์ อาหารแปรรูป และอาหารพร้อมรับประทานที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ขณะที่อาหารไทยยังเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ทำให้ไทยมีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าหลายประเทศในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารของภูมิภาค




: จากผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่ผู้สร้างมูลค่าเพิ่ม


อย่างไรก็ตาม การเป็น "ครัวแห่งเอเชีย" ในยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการผลิตอาหารให้ได้มากที่สุดอีกต่อไป การแข่งขันของโลกกำลังเปลี่ยนจาก "ปริมาณ" ไปสู่ "คุณภาพ นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่ม"


นี่คือเหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร การยกระดับมาตรฐานการผลิต การส่งเสริมการแปรรูป การสร้างแบรนด์สินค้า และการผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย


เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ขายวัตถุดิบ ไปสู่ผู้สร้างผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าสูงที่สามารถกำหนดราคาและแข่งขันในตลาดโลกได้


: นักวิเคราะห์ชี้ อนาคตอาหารไทยอยู่ที่นวัตกรรม


หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจมองตรงกันว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต เช่น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ความต้องการอาหารสุขภาพ อาหารพร้อมรับประทาน อาหารแห่งอนาคต (Future Food) และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาดโลก


ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาสินค้าให้มีความแตกต่าง ผ่านการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว และหากทำได้สำเร็จ ไทยจะไม่ได้เป็นเพียงประเทศผู้ส่งออกอาหาร แต่จะก้าวสู่การเป็นผู้กำหนดมาตรฐานและสร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมอาหารโลก

: 3 เครื่องยนต์สำคัญ พาไทยสู่ครัวแห่งเอเชีย


เครื่องยนต์แรก คือ การยกระดับภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง


เครื่องยนต์ที่สอง คือ การเพิ่มมูลค่าสินค้าอาหารไทย ผ่านการแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต เพื่อให้ไทยไม่หยุดอยู่ที่การส่งออกวัตถุดิบ


และเครื่องยนต์ที่สาม คือ การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตอาหารในระยะยาว เพราะหากไม่มีระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ไทยก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคตได้


: โอกาสใหญ่บนความท้าทาย


แม้ไทยจะมีศักยภาพสูง แต่เส้นทางสู่การเป็นครัวแห่งเอเชียยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันของประเทศผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเป็นครัวแห่งเอเชียจึงไม่ใช่การผลิตอาหารราคาถูก แต่คือการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และสร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย


เป้าหมาย Feeding Asia from Thailand จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดส่งออกสินค้าเกษตร แต่คือการยกระดับเศรษฐกิจอาหารไทยทั้งระบบ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวจาก "ผู้ผลิตอาหาร" สู่ "ผู้นำด้านอาหารของเอเชีย" และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกในอนาคต


เพราะภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีสัดส่วนเกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานของคนไทยหลายสิบล้านคน และเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ การยกระดับไทยสู่ "ครัวแห่งเอเชีย" จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการส่งออกอาหาร แต่หมายถึงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว เป็นโอกาสที่จะยกระดับชีวิตของคนไทยทุกคน 

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ