ปรับเป้า SET 1,644 จุด เน้นลงทุนหุ้น Big Cap

Share on Line Share on Facebook Share on X

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE ทางสถานีโทรทัศน์ TNN ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยว่า แม้จะมีการเทขายทำกำไร (Sell on Fact) ออกมาบ้างเล็กน้อย แต่ภาพรวมของตลาดยังไม่มีความน่ากังวลและมีโอกาสที่จะถูกผลักดันให้ปรับตัวขึ้นไปได้ต่อ

ปรับเพิ่มเป้า SET เป็น 1,644 จุด

นายประกิตได้ประเมินทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) โดยปรับเพิ่มเป้าหมายขึ้นเป็น 1,644 จุด ปัจจัยหลักมาจากการประเมินการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ที่คาดว่าจะสามารถทำได้ 8% และคาดการณ์กำไรตลาดรวมจะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1.2 ล้านล้านบาท (คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 97 บาท) ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกของปี ตลาดสามารถทำกำไรไปได้แล้วถึง 3.7 แสนล้านบาท ทำให้ในไตรมาสที่เหลือต้องการกำไรเฉลี่ยเพียงไตรมาสละ 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถเป็นไปได้

แนะลงทุนหุ้น Big Cap และถือกองทุนหุ้นไทยต่อ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนรวมถึงผู้ที่มีกองทุนหุ้นไทย (เช่น กองทุนกลุ่ม SET50 หรือ SET100) ถือครองต่อไปเพื่อรอทำกำไร (Let Profit Run) เนื่องจากตลาดยังมีโอกาสไปต่อ โดยเน้นเลือกลงทุนแบบรายกลุ่มและรายตัวในหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ได้แก่

  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์

  • กลุ่มโรงไฟฟ้า (หุ้นเด่นคือ BGRIM)

  • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม

  • กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (หุ้นเด่นคือ HANA)

  • กลุ่มเสริมที่น่าสนใจ ได้แก่ โรงพยาบาล, โรงแรม (เช่น MINT ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น) และสนามบิน

สรุปข่าว

บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยขึ้นเป็น 1,644 จุด ขานรับ EPS Growth โต 8% คาดกำไรตลาดรวมปีนี้แตะ 1.2 ล้านล้านบาท แนะนำถือหุ้นไทยต่อเพื่อรอกำไร (Let Profit Run) เน้นสะสมหุ้นใหญ่กลุ่มแบงก์, โรงไฟฟ้า (BGRIM), นิคมฯ และอิเล็กทรอนิกส์ (HANA) คาดดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าหนุนเงินไหลเข้า Emerging Market ด้านทองคำ-บิตคอยน์มีสัญญาณไปต่อ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์คาดทรงตัวกรอบ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากแรงซื้อกักตุนเพื่อความมั่นคงพลังงาน

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE ทางสถานีโทรทัศน์ TNN ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยว่า แม้จะมีการเทขายทำกำไร (Sell on Fact) ออกมาบ้างเล็กน้อย แต่ภาพรวมของตลาดยังไม่มีความน่ากังวลและมีโอกาสที่จะถูกผลักดันให้ปรับตัวขึ้นไปได้ต่อ

ปรับเพิ่มเป้า SET เป็น 1,644 จุด

นายประกิตได้ประเมินทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) โดยปรับเพิ่มเป้าหมายขึ้นเป็น 1,644 จุด ปัจจัยหลักมาจากการประเมินการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ที่คาดว่าจะสามารถทำได้ 8% และคาดการณ์กำไรตลาดรวมจะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1.2 ล้านล้านบาท (คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 97 บาท) ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกของปี ตลาดสามารถทำกำไรไปได้แล้วถึง 3.7 แสนล้านบาท ทำให้ในไตรมาสที่เหลือต้องการกำไรเฉลี่ยเพียงไตรมาสละ 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถเป็นไปได้

แนะลงทุนหุ้น Big Cap และถือกองทุนหุ้นไทยต่อ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนรวมถึงผู้ที่มีกองทุนหุ้นไทย (เช่น กองทุนกลุ่ม SET50 หรือ SET100) ถือครองต่อไปเพื่อรอทำกำไร (Let Profit Run) เนื่องจากตลาดยังมีโอกาสไปต่อ โดยเน้นเลือกลงทุนแบบรายกลุ่มและรายตัวในหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ได้แก่

  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์

  • กลุ่มโรงไฟฟ้า (หุ้นเด่นคือ BGRIM)

  • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม

  • กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (หุ้นเด่นคือ HANA)

  • กลุ่มเสริมที่น่าสนใจ ได้แก่ โรงพยาบาล, โรงแรม (เช่น MINT ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น) และสนามบิน

มุมมองต่อสินทรัพย์ทางเลือก

  • ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เริ่มเข้าสู่โหมดอ่อนค่า เนื่องจากนักลงทุนเริ่มทยอยลดสถานะเก็งกำไรฝั่งซื้อ (Long Position) ส่งผลให้มีเม็ดเงินเตรียมไหลเข้าและเป็นผลดีต่อสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่เตรียมปรับตัวแข็งค่าขึ้น

  • ทองคำและบิตคอยน์ ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจและมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อสูง เช่นเดียวกับบิตคอยน์ที่กราฟพยายามมีสัญญาณฟื้นตัวกลับขึ้นด้านบน

  • อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ประเมินว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันพุธนี้ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม และคาดว่าจะไม่มีการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยใดๆ เพิ่มเติม ซึ่งสถานการณ์นี้อาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ถูกกดดันลงมาได้

  • ราคาน้ำมัน หากสถานการณ์สงครามจบลง คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะเคลื่อนไหวทรงตัวในระดับ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยโอกาสที่จะปรับลดลงต่ำกว่านี้มีค่อนข้างน้อย เนื่องจากหากการเดินเรือกลับมาเป็นปกติ หลายประเทศจะเริ่มกลับมากักตุนน้ำมันสำรองเพื่อความมั่นคงทันที ซึ่งจะช่วยพยุงราคาเอาไว้

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน