สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด Gold Spot หลุดแนวรับลงมาอยู่ที่ระดับ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ท่ามกลางความกังวลเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยและสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ WEALTH LIVE ประเมินทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนทองคำ โดยระบุว่าการปรับตัวลงของทองคำไม่ใช่เรื่องแปลก หลังจากก่อนหน้านี้ไม่สามารถยืนเหนือโซน 4,510 ดอลลาร์สหรัฐได้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตราย โดยเมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.) ได้ให้กลยุทธ์นักลงทุนเปิดสถานะชอร์ต (Short) ที่ระดับ 4,350 ดอลลาร์สหรัฐ ไปแล้ว
แนะกลยุทธ์ "รอย่อซื้อลึก" ประเมินระยะกลาง 4,000 ดอลลาร์รับอยู่
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าซื้อ นายธนะเกียรติ แนะนำให้ใช้กลยุทธ์รอซื้อที่แนวรับลึก โดยมีรายละเอียดดังนี้
ระยะสั้น ราคายังมีโอกาสปรับตัวลงได้อีกประมาณ 100 ดอลลาร์ แนะนำจุดเข้าซื้อที่ระดับ 4,110 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเป็นราคาทองคำแท่งในประเทศที่ประมาณ 63,900 บาท อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.90 บาท/ดอลลาร์)
ระยะกลาง-ยาว ประเมินว่าแนวรับจิตวิทยาที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 62,000 บาท) จะไม่น่าหลุด และเป็นจุดที่สามารถทยอยเข้าซื้อสะสมได้
เป้าหมายสูงสุดของปีนี้ คาดว่าราคาจะ ไม่สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ได้ในปีนี้อย่างแน่นอน โดยประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ราคาจะไม่ผ่านจุดสูงสุดเดิมที่บริเวณ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐ
สรุปข่าว
สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด Gold Spot หลุดแนวรับลงมาอยู่ที่ระดับ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ท่ามกลางความกังวลเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยและสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ WEALTH LIVE ประเมินทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนทองคำ โดยระบุว่าการปรับตัวลงของทองคำไม่ใช่เรื่องแปลก หลังจากก่อนหน้านี้ไม่สามารถยืนเหนือโซน 4,510 ดอลลาร์สหรัฐได้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตราย โดยเมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.) ได้ให้กลยุทธ์นักลงทุนเปิดสถานะชอร์ต (Short) ที่ระดับ 4,350 ดอลลาร์สหรัฐ ไปแล้ว
แนะกลยุทธ์ "รอย่อซื้อลึก" ประเมินระยะกลาง 4,000 ดอลลาร์รับอยู่
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าซื้อ นายธนะเกียรติ แนะนำให้ใช้กลยุทธ์รอซื้อที่แนวรับลึก โดยมีรายละเอียดดังนี้
ระยะสั้น ราคายังมีโอกาสปรับตัวลงได้อีกประมาณ 100 ดอลลาร์ แนะนำจุดเข้าซื้อที่ระดับ 4,110 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเป็นราคาทองคำแท่งในประเทศที่ประมาณ 63,900 บาท อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.90 บาท/ดอลลาร์)
ระยะกลาง-ยาว ประเมินว่าแนวรับจิตวิทยาที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 62,000 บาท) จะไม่น่าหลุด และเป็นจุดที่สามารถทยอยเข้าซื้อสะสมได้
เป้าหมายสูงสุดของปีนี้ คาดว่าราคาจะ ไม่สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ได้ในปีนี้อย่างแน่นอน โดยประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ราคาจะไม่ผ่านจุดสูงสุดเดิมที่บริเวณ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยกดดัน สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และความกังวลเงินเฟ้อ
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อตลาดในช่วงนี้ มาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ตึงเครียดขึ้น ล่าสุดอิหร่านมีการโจมตีเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเตรียมตอบโต้ แม้ก่อนหน้านี้จะเป็นผู้ปรามไม่ให้อิหร่านกับอิสราเอลโจมตีกันก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 6 (และเข้าสู่เดือนที่ 3 หากนับตั้งแต่เกิดสงคราม) ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ว่าตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่จะประกาศออกมาอาจสูงทะลุระดับ 4% ขึ้นไป ซึ่งจะส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและกลับมากดดันราคาทองคำ
จับตา เควิน วอช และทิศทาง "Dot Plot" เดือน 6
สำหรับทิศทางดอกเบี้ย ท่ามกลางกระแสการเข้ารับตำแหน่งของนายเควิน วอช (Kevin Warsh) คุณธนะเกียรติประเมินว่าในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) สัปดาห์หน้า จะยังไม่เห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทันที แต่สิ่งที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดคือคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย (Dot Plot) ของเดือน 6 ว่าจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยกี่รอบในปีนี้และปีหน้า หลังจากที่ Dot Plot เดือน 3 เคยส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยไว้ที่ 1 รอบ
หากเฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรุนแรงเพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้ (Hyperinflation) อาจกดดันราคาทองคำให้ร่วงลงได้อีก 50-100 ดอลลาร์
ดอกเบี้ยสูงนานเสี่ยงวิกฤต หนุนทองคำเป็น Safe Haven
นายธนะเกียรติ ชี้ให้เห็นสถิติว่า การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้เป็นปัจจัยลบต่อทองคำเสมอไป หากดอกเบี้ยปรับขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงเกินไป (ประมาณ 4-5%) จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินอย่างหนัก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกบอบช้ำมามากอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่
- การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าในยุคทรัมป์สมัยแรก
- วิกฤตโควิด-19
- สงครามรัสเซีย-ยูเครน
- กำแพงภาษียุคทรัมป์รอบ 2
- สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านในปัจจุบัน
การคงดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานานจึงเป็นไปได้ยาก หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมา ท้ายที่สุดทองคำจะผ่านจุดต่ำสุดและพุ่งขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
เตือนวิกฤตเศรษฐกิจตัวอย่างจาก "อินโดนีเซีย"
ตัวอย่างผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เริ่มสะท้อนให้เห็นในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ที่ต้องเผชิญปัญหาราคาพลังงานแพง ประกอบกับการพึ่งพาต่างชาติสูง การจัดการสถานการณ์ที่ผิดพลาด และการใช้นโยบายประชานิยม ส่งผลให้ทุนสำรองลดลงจนต้องตัดสินใจดึงเงินกลับโดยปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วจาก 4% กว่าเป็นเกือบ 5% ทำให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจล้มละลาย ซึ่งปัญหาในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศอื่นที่มีเงื่อนไขคล้ายคลึงกัน
ทิศทางสินทรัพย์หากสงครามจบลง
ในกรณีที่มีเซอร์ไพรส์สงครามยุติลงทันที คุณธนะเกียรติ ประเมินทิศทางตลาดไว้ดังนี้
- ราคาน้ำมัน: จะเกิดแรงเทขายและปรับตัวลดลงอย่างแน่นอน
- ราคาทองคำ: มีโอกาสถูกเทขายและปรับลงต่อพร้อมกับน้ำมัน เนื่องจากเม็ดเงินอาจไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น
- สินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์: กลุ่มอุตสาหกรรมชิป (Chip) และ โลหะเงิน (Silver) จะมีโอกาสปรับตัวขึ้นคู่กัน เนื่องจากเงิน (Silver) เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตชิป ซึ่งเป็นกระแสหลักของการลงทุนโลกในปัจจุบัน
- นายกสมาคมค้าทองคำชี้ราคาทองระยะสั้นผันผวนจากสงครามยืดเยื้อ ประเมินแนวรับต่ำสุด 4,200 ดอลลาร์ฯ คงเป้าปลายปี 6,000 ดอลลาร์ฯ
- MTS Gold ประเมินราคาทองคำพักฐาน 2-3 เดือน แนะกลยุทธ์ลงซื้อ-ขึ้นขาย
- คลาสสิก ออสสิริส ชี้ทองคำระยะสั้นไซด์เวย์ แนะเทรดในกรอบ 4,450-4,590 ดอลลาร์ฯ
- โกลเบล็กชี้เป้าทองคำ 4,800 ดอลลาร์ฯ แนะกลยุทธ์เทรดระยะสั้น รับมือเงินเฟ้อพุ่ง-ดอกเบี้ยเฟด
- ราคาทองคำส่งสัญญาณพักตัว จับตานโยบายสหรัฐฯ และความขัดแย้งตะวันออกกลาง
ที่มาข้อมูล : ธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด
ที่มารูปภาพ : รายการ WEALTH LIVE วันที่ 10 มิถุยายน 2569
จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน
