แม้ภาพรวมตลาดสินค้าหรูทั่วโลกยังซบเซา แต่กำลังซื้อของกลุ่มมหาเศรษฐียังคงแข็งแกร่ง ล่าสุด Rolex ปรับราคานาฬิกาทองทั่วโลกขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5 ในเดือนนี้ นับเป็นการขึ้นราคาครั้งที่สองภายในปีเดียว ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในอุตสาหกรรมนาฬิกาหรู
การปรับราคาครั้งล่าสุดครอบคลุมตลาดหลัก ทั้งสหราชอาณาจักร ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ต่อเนื่องจากเดือนมกราคม ซึ่ง Rolex เคยปรับราคานาฬิกาเฉลี่ยขึ้นร้อยละ 6.2 ในเยอรมนี ฮ่องกง ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ
ปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2567 มาอยู่ที่ประมาณ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตนาฬิกาที่ใช้ทองคำและโลหะมีค่าปรับตัวสูงขึ้น
ไม่เพียง Rolex เท่านั้น Cartier ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่ม Richemont ยังปรับราคานาฬิกาทองบางรุ่นขึ้นสูงสุดร้อยละ 10 เมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยบริษัทให้เหตุผลถึงต้นทุนทองคำที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
สรุปข่าว
แม้ภาพรวมตลาดสินค้าหรูทั่วโลกยังซบเซา แต่กำลังซื้อของกลุ่มมหาเศรษฐียังคงแข็งแกร่ง ล่าสุด Rolex ปรับราคานาฬิกาทองทั่วโลกขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5 ในเดือนนี้ นับเป็นการขึ้นราคาครั้งที่สองภายในปีเดียว ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในอุตสาหกรรมนาฬิกาหรู
การปรับราคาครั้งล่าสุดครอบคลุมตลาดหลัก ทั้งสหราชอาณาจักร ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ต่อเนื่องจากเดือนมกราคม ซึ่ง Rolex เคยปรับราคานาฬิกาเฉลี่ยขึ้นร้อยละ 6.2 ในเยอรมนี ฮ่องกง ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ
ปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2567 มาอยู่ที่ประมาณ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตนาฬิกาที่ใช้ทองคำและโลหะมีค่าปรับตัวสูงขึ้น
ไม่เพียง Rolex เท่านั้น Cartier ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่ม Richemont ยังปรับราคานาฬิกาทองบางรุ่นขึ้นสูงสุดร้อยละ 10 เมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยบริษัทให้เหตุผลถึงต้นทุนทองคำที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาดลักชัวรีระบุว่า ราคานาฬิกาทองของหลายแบรนด์ ทั้งในเครือ Rolex, Richemont, LVMH และ Swatch รวมถึง Breitling และ Chopard เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 4-6 จากปีก่อน
นาฬิกาบางรุ่นปรับราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก โดย Rolex Cosmograph Daytona รุ่นทองคำขาว ซึ่งเป็นรุ่นที่ พอล นิวแมน นักแสดงฮอลลีวูดเคยสวมใส่ในช่วงทศวรรษ 1970 ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายในสหรัฐฯ อยู่ที่ 59,100 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1 ล้าน 9 แสนบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ภายในปีนี้ และเพิ่มขึ้นร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับปี 2567
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนการแบ่งขั้วของตลาดสินค้าหรู เมื่อผู้บริโภคระดับกลางเริ่มลดการใช้จ่าย ขณะที่กลุ่มมหาเศรษฐียังคงมองหานาฬิการุ่นหายาก รุ่นที่ใช้โลหะมีค่า และรุ่นที่ถูกนำเสนอในฐานะสินทรัพย์เพื่อการสะสม
ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ระบุว่า การส่งออกนาฬิกาสวิสที่มีราคาสูงกว่า 20,000 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 8 แสนบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากช่วงก่อนโควิด-19 และคิดเป็นมากกว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกนาฬิกาสวิสทั้งหมดในปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 24,400 ล้านฟรังก์สวิส
สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียงร้อยละ 22 ในปี 2562 สะท้อนว่าอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสกำลังพึ่งพารายได้จากลูกค้าระดับบนมากขึ้น
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ความต้องการนาฬิกา Rolex จะยังสูงกว่าปริมาณสินค้าในตลาด โดยความแข็งแกร่งของแบรนด์ ภาพลักษณ์ความหายาก และฐานลูกค้ามหาเศรษฐี ทำให้ Rolex ยังสามารถปรับราคาขึ้นได้ แม้ตลาดสินค้าหรูโดยรวมจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ก็ตาม
ที่มาข้อมูล : https://www.reuters.com/business/rolex-raises-gold-watch-prices-again-super-rich-buyers-are-undeterred-2026-06-12/
ที่มารูปภาพ : -
