จับตาสงครามดันราคาน้ำมัน-เสี่ยงดอกเบี้ยพุ่ง แนะนักลงทุนลดพอร์ต ถือเงินสด

Share on Line Share on Facebook Share on X

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยผ่านรายการ WEALTH LIVE วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเตือนว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันเป็นการปรับตัวขึ้นแบบผันผวนซ่อนรูป และมีความเสี่ยงรอบด้านที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง

ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาน้ำมัน-ทองคำจ่อเด้งกลับ

แม้ราคาน้ำมันและทองคำจะมีการย่อตัวลงมาในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ในระยะถัดไปมีโอกาสที่จะดีดตัวขึ้น (เด้ง) เนื่องจากสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งเริ่มกลับมาปะทุและยกระดับขึ้นอีกครั้ง (Escalate) ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงมีความเปราะบาง โดยล่าสุดมีประเด็นข่าวเรื่องเฮลิคอปเตอร์ถูกสอยร่วง (ไม่มีผู้เสียชีวิต) รวมถึงกองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีเพื่อป้องกันตัวเองต่ออิหร่าน

นอกจากนี้ สถานการณ์สต็อกน้ำมันทั่วโลกกำลังลดลงอย่างรุนแรง โดยมีข้อมูลระบุว่า

  • Invisible Inventory (สต็อกที่มองไม่เห็น) ทาง Goldman Sachs ประเมินว่าหายไปถึง 8.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

  • สต็อกน้ำมันโลกที่เห็นตัวเลข หายไปประมาณ 4 ล้านบาร์เรล

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องอันตราย โดยเฉพาะประเทศไทยที่ไม่มีสต็อกน้ำมันของภาครัฐ มีเพียงสต็อกของภาคเอกชน และปัจจุบันก็ครบกำหนด 100 วันตามที่รัฐบาลเคยแจ้งไว้แล้วว่ามีน้ำมันสำรองเพียงพอ หากยังคงมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ต่อเนื่อง ประเทศไทยจะประสบความลำบาก

สรุปข่าว

บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย ชี้ดัชนีปรับตัวขึ้นแบบ "ผันผวนซ่อนรูป" พร้อมเตือนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจดันราคาน้ำมันพุ่ง และแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจซ้ำรอยอินโดนีเซีย แนะนำนักลงทุนใช้กลยุทธ์ "Wait & See" ทยอยลดพอร์ตและเน้นถือเงินสดเพื่อรอความชัดเจน

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยผ่านรายการ WEALTH LIVE วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเตือนว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันเป็นการปรับตัวขึ้นแบบผันผวนซ่อนรูป และมีความเสี่ยงรอบด้านที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง

ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาน้ำมัน-ทองคำจ่อเด้งกลับ

แม้ราคาน้ำมันและทองคำจะมีการย่อตัวลงมาในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ในระยะถัดไปมีโอกาสที่จะดีดตัวขึ้น (เด้ง) เนื่องจากสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งเริ่มกลับมาปะทุและยกระดับขึ้นอีกครั้ง (Escalate) ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงมีความเปราะบาง โดยล่าสุดมีประเด็นข่าวเรื่องเฮลิคอปเตอร์ถูกสอยร่วง (ไม่มีผู้เสียชีวิต) รวมถึงกองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีเพื่อป้องกันตัวเองต่ออิหร่าน

นอกจากนี้ สถานการณ์สต็อกน้ำมันทั่วโลกกำลังลดลงอย่างรุนแรง โดยมีข้อมูลระบุว่า

  • Invisible Inventory (สต็อกที่มองไม่เห็น) ทาง Goldman Sachs ประเมินว่าหายไปถึง 8.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

  • สต็อกน้ำมันโลกที่เห็นตัวเลข หายไปประมาณ 4 ล้านบาร์เรล

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องอันตราย โดยเฉพาะประเทศไทยที่ไม่มีสต็อกน้ำมันของภาครัฐ มีเพียงสต็อกของภาคเอกชน และปัจจุบันก็ครบกำหนด 100 วันตามที่รัฐบาลเคยแจ้งไว้แล้วว่ามีน้ำมันสำรองเพียงพอ หากยังคงมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ต่อเนื่อง ประเทศไทยจะประสบความลำบาก

หุ้นไทยขึ้นเพราะ DELTA ตัวเดียว กลุ่มแบงก์เผชิญแรงขาย

สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) นายประกิตมองว่าจากนี้ไปจะปรับตัวขึ้นได้ยากและมีความลำบากมากขึ้น โดยภาพตลาดก่อนหน้านี้ที่ดัชนีบวกขึ้นมา 22 จุด แท้จริงแล้วเป็นการปรับขึ้นจากแรงดันของหุ้น DELTA เพียงตัวเดียวถึงเกือบ 25 จุด ซึ่งหมายความว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ ในตลาดเกือบทั้งหมดปรับตัวลดลง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีสัญญาณถูกเทขายอย่างชัดเจนจากนักลงทุนต่างชาติ

เตือนความเสี่ยงดอกเบี้ยนโยบาย อาจซ้ำรอยอินโดนีเซีย

ในส่วนของแนวโน้มดอกเบี้ย นายประกิตให้จับตาบทเรียนจากประเทศอินโดนีเซียที่เผชิญความเสี่ยงด้านการคลัง เงินทุนไหลออก และปัญหาการเมืองภายใต้ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน จนส่งผลให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงถึง 75 Basis Point (0.75%) ภายในช่วงเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ จนขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5.5%

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1% ซึ่งมีความห่างกันมากเกินไป และประเทศไทยเองก็มีความเสี่ยงทั้งในมิติของการเมืองและวินัยทางการคลังที่พร้อมจะเดินตามรอยอินโดนีเซีย ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องระวังโอกาสที่จะเกิดภาวะช็อกจากการจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป

กลยุทธ์การลงทุน ทยอยลดพอร์ต และถือเงินสดรอจังหวะ

จากปัจจัยลบและภาวะตลาดที่ตึงตัว คุณประกิตแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ "Wait & See" โดยอยู่นิ่งๆ เพื่อรอดูสถานการณ์ และปฏิบัติตามแนวทางดังนี้

  • ทยอยลดพอร์ตการลงทุน ซึ่งแนะนำให้เริ่มทำมาตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ (วันจันทร์) หุ้นตัวใดที่สามารถปล่อยได้หรือมีกำไร ควรขายเพื่อบริหารจัดการพอร์ต
  • เพิ่มการถือครองเงินสด ถือเงินสดไว้ในระดับที่เหมาะสมเพื่อสำรองและรอจังหวะ เนื่องจากโอกาสที่ตลาดจะปรับตัวขึ้นต่อในระยะนี้มีค่อนข้างจำกัด
  • เป้าหมายดัชนี ดัชนีเป้าหมาย (Target Index) มองไว้ที่ระดับ 1610 ขึ้นไปถึง 1607 จุด ซึ่งใกล้เต็มทีแล้ว จึงแนะนำให้เน้นการถือเงินสดและชะลอการลงทุนเพื่อความปลอดภัย

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน