ทำไมโลกยังแห่ซื้อทอง? จีน-อินเดีย ขึ้นแท่นแรงซื้อหลัก ยิ่งเสี่ยง ยิ่งขายดี ดีมานด์ไตรมาสแรกพุ่งประวัติการณ์

Share on Line Share on Facebook Share on X

ยิ่งเสี่ยง ยิ่งขายดี? ดีมานด์ทองคำโลกทำนิวไฮอีกครั้ง


ปี 2026 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเวลานี้ ดูเหมือนว่าโลกจะเต็มไปด้วยความเสี่ยง เศรษฐกิจโลกอยู่ภายใต้คำว่า “ไม่แน่นอน” ตั้งแต่ภาษีการค้าโลกที่ลากยาวมาจากปีก่อน สงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุตั้งแต่ต้นปี รวมไปถึงนโยบายการเงินหรือดอกเบี้ย ที่ยังมีทิศทางไม่ชัดเจน


สิ่งที่ถูกจับตามองก็คือ “ทองคำ” ในฐานะของสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ราคาจะผันผวนอย่างหนัก แต่ตัวเลขความต้องการกลับไม่ได้แผ่วลงไป


ล่าสุด World Gold Council หรือ WGC เปิดเผยว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาส 1 ปี 2569 พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และกลายเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ลุกลามกระจายในหลายภูมิภาคและหลายอุตสาหกรรม


รายงานของ WGC ระบุว่า ความต้องการทองคำรวม ซึ่งรวมถึงการซื้อขายทองคำนอกตลาด หรือ over-the-counter bullion ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ไปสู่ระดับ 1,230.9 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับไตรมาสแรกของปี


 ราคาพุ่งแรง ดันมูลค่าทองคำทะยานสู่ระดับประวัติการณ์


ไม่ใช่แค่ปริมาณเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของ “มูลค่า” เพราะที่ผ่านมาในช่วงต้นปี ราคาทองพุ่งแรง จนทำให้มูลค่าความต้องการทองคำพุ่งขึ้นตามไปด้วยในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ข้อมูลจาก WGC ระบุว่า มูลค่าความต้องการทองคำในไตรมาสแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้นถึง 74% เมื่อเทียบรายปี มูลค่าแตะระดับ 193,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.9 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์


แม้ราคาทองคำจะผันผวนหนัก แต่หลายฝ่ายยังวิเคราะห์ตรงกันว่า แนวโน้มหลักยังคงเป็น “ขาขึ้น” และเป็นการพุ่งต่อเนื่องจากปีที่แล้ว


ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ราคาทองคำมีความผันผวนอย่างมาก แต่หลายสถาบันยังมองว่า ทิศทางหลักยังคงเป็นขาขึ้น


ที่น่าสนใจก็คือ การปรับขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็น “การขึ้นแบบต่อเนื่องจากปี 2568” ซึ่งราคาทองคำพุ่งแรงขึ้นถึง 64.5% ตลอดทั้งปี และกลายเป็นยุคทองของทองคำ เพราะถือเป็นผลตอบแทนรายปีที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2522


ขณะที่ทั้งรอยเตอร์และบลูมเบิร์ก วิเคราะห์ตรงกันว่า การพุ่งขึ้นของราคาทองคำรอบนี้ เป็นหนึ่งใน “ซูเปอร์ไซเคิลขนาดย่อม” ที่ได้รับแรงหนุนจากทั้งเศรษฐกิจมหภาค หรือ macro economy และพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบัน

สรุปข่าว

ดีมานด์ทองคำโลกไตรมาสแรกปี 2569 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงคราม ภาษีการค้า ดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กลายเป็นแรงผลักให้นักลงทุนแห่ถือทองคำ จีน อินเดีย และธนาคารกลางทั่วโลก กลายเป็นแรงซื้อสำคัญที่หนุนราคาทองคำให้ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง

ยิ่งเสี่ยง ยิ่งขายดี? ดีมานด์ทองคำโลกทำนิวไฮอีกครั้ง


ปี 2026 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเวลานี้ ดูเหมือนว่าโลกจะเต็มไปด้วยความเสี่ยง เศรษฐกิจโลกอยู่ภายใต้คำว่า “ไม่แน่นอน” ตั้งแต่ภาษีการค้าโลกที่ลากยาวมาจากปีก่อน สงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุตั้งแต่ต้นปี รวมไปถึงนโยบายการเงินหรือดอกเบี้ย ที่ยังมีทิศทางไม่ชัดเจน


สิ่งที่ถูกจับตามองก็คือ “ทองคำ” ในฐานะของสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ราคาจะผันผวนอย่างหนัก แต่ตัวเลขความต้องการกลับไม่ได้แผ่วลงไป


ล่าสุด World Gold Council หรือ WGC เปิดเผยว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาส 1 ปี 2569 พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และกลายเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ลุกลามกระจายในหลายภูมิภาคและหลายอุตสาหกรรม


รายงานของ WGC ระบุว่า ความต้องการทองคำรวม ซึ่งรวมถึงการซื้อขายทองคำนอกตลาด หรือ over-the-counter bullion ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ไปสู่ระดับ 1,230.9 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับไตรมาสแรกของปี


 ราคาพุ่งแรง ดันมูลค่าทองคำทะยานสู่ระดับประวัติการณ์


ไม่ใช่แค่ปริมาณเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของ “มูลค่า” เพราะที่ผ่านมาในช่วงต้นปี ราคาทองพุ่งแรง จนทำให้มูลค่าความต้องการทองคำพุ่งขึ้นตามไปด้วยในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ข้อมูลจาก WGC ระบุว่า มูลค่าความต้องการทองคำในไตรมาสแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้นถึง 74% เมื่อเทียบรายปี มูลค่าแตะระดับ 193,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.9 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์


แม้ราคาทองคำจะผันผวนหนัก แต่หลายฝ่ายยังวิเคราะห์ตรงกันว่า แนวโน้มหลักยังคงเป็น “ขาขึ้น” และเป็นการพุ่งต่อเนื่องจากปีที่แล้ว


ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ราคาทองคำมีความผันผวนอย่างมาก แต่หลายสถาบันยังมองว่า ทิศทางหลักยังคงเป็นขาขึ้น


ที่น่าสนใจก็คือ การปรับขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็น “การขึ้นแบบต่อเนื่องจากปี 2568” ซึ่งราคาทองคำพุ่งแรงขึ้นถึง 64.5% ตลอดทั้งปี และกลายเป็นยุคทองของทองคำ เพราะถือเป็นผลตอบแทนรายปีที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2522


ขณะที่ทั้งรอยเตอร์และบลูมเบิร์ก วิเคราะห์ตรงกันว่า การพุ่งขึ้นของราคาทองคำรอบนี้ เป็นหนึ่งใน “ซูเปอร์ไซเคิลขนาดย่อม” ที่ได้รับแรงหนุนจากทั้งเศรษฐกิจมหภาค หรือ macro economy และพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบัน

 สงคราม การค้า ดอกเบี้ย ปัจจัยหลักที่ผลักทองคำให้ร้อนแรง


คำถามสำคัญก็คือ ทำไมทองคำถึงยังคงร้อนแรง และยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง


ปัจจัยแรกคือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics Risk ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นแรงซื้อทองคำ นักลงทุนมองว่าความขัดแย้งอาจลุกลาม และกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานและเสถียรภาพการค้า


มีรายงานว่า หลายประเทศในเอเชียเพิ่มการถือครองทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนระหว่างประเทศ


อีกหนึ่งปัจจัยที่ยังไม่จบเช่นกัน คือ นโยบายการค้าและภาษีการค้าโลก มาตรการกีดกันทางการค้าในหลายประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทำให้ตลาดการเงินเกิดความผันผวน นักลงทุนจึงมองหาสินทรัพย์ที่ไม่ผูกกับนโยบายของประเทศใดประเทศหนึ่ง และทองคำก็ดูเหมือนจะตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด


ขณะเดียวกัน ทิศทางของดอกเบี้ยก็ยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ว่า ดอกเบี้ยอาจเข้าสู่ขาลง หลังธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน


เมื่อดอกเบี้ยลดลง การถือทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ดอกเบี้ย” ก็จะเสียเปรียบน้อยลง และกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น


แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกกลับมาเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานและเงินเฟ้อ ทิศทางดอกเบี้ยจึงยังไม่แน่นอนเช่นกัน


ธนาคารกลางทั่วโลก ยังเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่อง


อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ช่วยหนุนราคาทองคำ ก็คือ การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก


WGC ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศในเอเชียและตลาดเกิดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ และใช้ทองคำเป็นกันชนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์


ด้านบลูมเบิร์ก ระบุว่า การสะสมทองคำของธนาคารกลางในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี และยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว


อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อทองคำ คือ เงินไหลเข้า ETF ทองคำ กองทุน ETF ทองคำกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง หลังจากช่วงก่อนหน้านี้มีเงินไหลออก


การกลับมาของเงินทุน อาจสะท้อนได้ว่า นักลงทุนสถาบันเริ่มกลับมาเดิมพันกับทองคำอีกครั้ง

จีนและอินเดีย แรงขับสำคัญของดีมานด์ทองคำโลก


แล้วรู้หรือไม่ว่า ใครคือหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของดีมานด์ทองคำโลกเวลานี้


คำตอบก็คือ จีนและอินเดีย ที่ยังนิยมลงทุนในทองคำแท่ง และถือครองทองจริง


รายงานของ WGC ระบุว่า ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองอยู่ที่ 474 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 42% และถือเป็นระดับสูงสุดอันดับสองในประวัติศาสตร์


นักลงทุนในเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย คือแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตครั้งนี้


ขณะที่นักลงทุนตะวันตกมักซื้อทองคำผ่าน ETF หรืออนุพันธ์ แต่นักลงทุนเอเชียยังคงนิยม “ถือทองจริง” ทั้งในรูปแบบทองคำแท่งและเครื่องประดับ


ส่วนการลงทุนทองคำที่มากขึ้นของจีนนั้น รอยเตอร์ระบุว่า มาจากความไม่มั่นใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์จีน และความผันผวนของตลาดหุ้น ทำให้ประชาชนหันมาถือทองคำมากขึ้น


แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งสัญญาณที่ต้องจับตา แม้ภาพรวมแบบปีต่อปี หรือ YoY ของทองคำโลกจะเติบโต แต่หากเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือ QoQ ความต้องการทองคำกลับลดลงถึง 6%


ประเด็นนี้อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ตลาดทองคำกำลังเริ่ม “ชะลอ” หรือไม่


ด้านบลูมเบิร์ก วิเคราะห์ว่า การปรับตัวลงดังกล่าว อาจเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น เพราะก่อนหน้านี้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนเลือก “ขายทำกำไร” ส่งผลให้ปริมาณความต้องการลดลงชั่วคราว


ยิ่งโลกเสี่ยง ยิ่งซื้อทอง แต่ยิ่งซื้อทอง ก็อาจจะยิ่งเสี่ยง?


โลกแห่งการลงทุน ไม่มีอะไรแน่นอน ขณะที่โลกแห่งความเป็นจริงวันนี้ก็ไม่ต่างกัน ทั้งสงคราม การค้าโลก ดอกเบี้ย และราคาน้ำมัน


ทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จะปลอดภัยจริงหรือไม่ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งคำถามสำคัญ ที่นักลงทุนทั่วโลกยังคงหาคำตอบอยู่ในเวลานี้

ที่มาข้อมูล : WGC Bloomberg Reuters

ที่มารูปภาพ : GPT Image

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ