ส่องทางรอด "ร้านอาหารและเครื่องดื่ม" สู้ศึกเศรษฐกิจ

Share on Line Share on Facebook Share on X

ร่วง หรือ รอด ? 


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หรือ Kreserch ได้ออกมาปรับลดคาดการณ์

การเติบโตของธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มในปี 2568 ระบุว่าโตชะลอลง 

จากเดิมคาดการณ์เดิมที่เติบโต 4.6% จากปีก่อน เหลือ 2.8% เท่านั้น

หรือมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 646,000 ล้านบาท  

 

โดยระบุ  2 ปัจจัยสำคัญ ที่ต้องปรับลดคาดการณ์การเติบโตครั้งนี้คือ 

1.    เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอลงกระทบกำลังซื้อรวมถึงค่าใช้จ่ายในร้านอาหาร 

แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังมีความไม่แน่นอนสูง 

สร้างความเสี่ยงต่อภาวะการมีงานทำและกำลังซื้อของผู้บริโภค

 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม


2.    ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีนี้เสี่ยงไม่เติบโต 

ในช่วงต้นปี 2568 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยเผชิญกับปัจจัยลบกระทบการเติบโต 

สะท้อนได้จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 

ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 11 พฤษภาคม 2568 

นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยมีจำนวน 12.9 ล้านคน 

หดตัว 1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 

และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง 

ขณะที่คนไทยเที่ยวในประเทศแม้ยังมีทิศทางขยายตัว

แต่จากปัจจัยเศรษฐกิจทำให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มระมัดระวังการใช้จ่าย


อย่างไรก็ตามท่ามกลางความท้าทายก็ยังมีปัจจัยบวก 

นั้นคือ ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในบ้านเรา

ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค 

ที่คุ้นชินกับการทานอาหารนอกบ้านและการสั่งมารับประทานมากขึ้น 

รวมถึงร้านอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาทำตลาด 

การขยายสาขาของร้านดังๆ

นอกจากนี้ ร้านอาหารยังได้จัดโปรโมชั่นกระตุ้นตลาดร่วมกับพันธมิตร

เช่น แอปพลิเคชั่นส่งอาหารต่างๆ ไรเดอร์ต่างๆ หรือ (Food Delivery Application) 

เพื่อเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้และกระตุ้นยอดขายได้ 


และการส่งอาหารตามบ้าน ถือเป็นทางรอดที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มร้านอาหารเครื่องดื่ม

สำหรับภาพรวมในปี 2568 ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยมีมูลค่าตลาด 1 แสน 4 หมื่นล้านบาท 

เติบโตขึ้นมากถึง 12% จากปีที่ผ่านมา 

แม้สภาพเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีกลับมีการขยายตัวได้ดี 

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของการบริการอาหารออนไลน์ในชีวิตประจำวันของคนไทย  

เพราะหลายเจ้าตั้งเป้าการเติบโตสวนตลาดหน้าร้าน

เช่น LINE MAN Wongnai ที่คาดว่าปีนี้จะโตได้ถึง 20  % 

สรุปข่าว

ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มปี 2568 เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัวและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดคาดการณ์การเติบโตเหลือ 2.8% แต่ยังมีทางรอดผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมสั่งอาหารเดลิเวอรี การลงทุนในร้านรูปแบบร่วมสมัยหรือพรีเมียม และการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง โดยต้องรับมือกับต้นทุนสูงขึ้นและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ความสำเร็จจึงอยู่ที่ความยืดหยุ่น ความคิดสร้างสรรค์ และการปรับตัวให้ทันเทรนด์

ร่วง หรือ รอด ? 


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หรือ Kreserch ได้ออกมาปรับลดคาดการณ์

การเติบโตของธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มในปี 2568 ระบุว่าโตชะลอลง 

จากเดิมคาดการณ์เดิมที่เติบโต 4.6% จากปีก่อน เหลือ 2.8% เท่านั้น

หรือมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 646,000 ล้านบาท  

 

โดยระบุ  2 ปัจจัยสำคัญ ที่ต้องปรับลดคาดการณ์การเติบโตครั้งนี้คือ 

1.    เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอลงกระทบกำลังซื้อรวมถึงค่าใช้จ่ายในร้านอาหาร 

แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังมีความไม่แน่นอนสูง 

สร้างความเสี่ยงต่อภาวะการมีงานทำและกำลังซื้อของผู้บริโภค

 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม


2.    ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีนี้เสี่ยงไม่เติบโต 

ในช่วงต้นปี 2568 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยเผชิญกับปัจจัยลบกระทบการเติบโต 

สะท้อนได้จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 

ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 11 พฤษภาคม 2568 

นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยมีจำนวน 12.9 ล้านคน 

หดตัว 1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 

และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง 

ขณะที่คนไทยเที่ยวในประเทศแม้ยังมีทิศทางขยายตัว

แต่จากปัจจัยเศรษฐกิจทำให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มระมัดระวังการใช้จ่าย


อย่างไรก็ตามท่ามกลางความท้าทายก็ยังมีปัจจัยบวก 

นั้นคือ ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในบ้านเรา

ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค 

ที่คุ้นชินกับการทานอาหารนอกบ้านและการสั่งมารับประทานมากขึ้น 

รวมถึงร้านอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาทำตลาด 

การขยายสาขาของร้านดังๆ

นอกจากนี้ ร้านอาหารยังได้จัดโปรโมชั่นกระตุ้นตลาดร่วมกับพันธมิตร

เช่น แอปพลิเคชั่นส่งอาหารต่างๆ ไรเดอร์ต่างๆ หรือ (Food Delivery Application) 

เพื่อเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้และกระตุ้นยอดขายได้ 


และการส่งอาหารตามบ้าน ถือเป็นทางรอดที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มร้านอาหารเครื่องดื่ม

สำหรับภาพรวมในปี 2568 ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยมีมูลค่าตลาด 1 แสน 4 หมื่นล้านบาท 

เติบโตขึ้นมากถึง 12% จากปีที่ผ่านมา 

แม้สภาพเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีกลับมีการขยายตัวได้ดี 

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของการบริการอาหารออนไลน์ในชีวิตประจำวันของคนไทย  

เพราะหลายเจ้าตั้งเป้าการเติบโตสวนตลาดหน้าร้าน

เช่น LINE MAN Wongnai ที่คาดว่าปีนี้จะโตได้ถึง 20  % 

"เศรษฐกิจ"แย่ ?  แต่คนยังกินข้าวกินน้ำ ? 


ดังนั้นรู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง 

เพราะร้านอาหารและเครื่องดื่ม 

ยังคงเป็นแชมป์ติดอันดับธุรกิจที่เปิดร้านใหม่มากที่สุดในทุกปี

และกรุงเทพฯเมืองหลวงของไทยก็ยังเป็นเบอร์หนึ่ง

จังหวัดที่มีร้านเปิดใหม่ มีคนแห่จับจองพื้นที่มากที่สุด


แม้หลายคนจะกังวลเรื่องกำลังซื้อที่อาจจะหดตัว 

แต่การลงทุนร้านอาหารเครื่องดื่มก็ยังได้รับความนิยมอยู่

โดยเฉพาะผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ทั้งรายเล็กรายใหญ่ 

เช่น ร้านอาหารเอเชียโดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นตลาดพรีเมียม

ยังเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจ


ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 

ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มมีการจดทะเบียนจัดตั้งกิจการใหม่ 973 ราย

 แม้จะลดลง 11.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

แต่ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเป็นธุรกิจที่มีการเปิดใหม่มากติดอันดับ 1 ใน 5 

ของกิจการที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งกิจการใหม่ในทุกปี 


โดยในปีนี้ 2568 คาดว่าจะมีร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศ

กว่า 6 แสน 9 หมื่นร้าน 

ซึ่งยังไม่นับรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ 

เช่น ร้านข้างทางที่เป็นรถเข็นไม่มีหน้าร้านหรือที่ตั้งถาวร 

ร้านฟู้ดทรัค และร้านรูปแบบ Ghost Kitchen หรือครัวกลางที่ไม่มีหน้าร้าน ก็มีอยู่ไม่น้อย 


ที่สำคัญ คือ กรุงเทพฯยังเป็นทำเลทองของทุกคน 

การลงทุนของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงกระจุกอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 

เนื่องจากเป็นพื้นที่ศักยภาพ 

จากข้อมูลของ LINE MAN Wongnai พบว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 

พื้นที่กรุงเทพมหานครมีร้านอาหารเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 4.8% จาก ณ สิ้นปี 2567 

โดยพื้นที่ที่มีจำนวนร้านอาหารและเครื่องดื่มสูงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชุมชนและที่อยู่อาศัย 

ทั้งนี้เขตที่มีการกระจุกตัวสูงของร้านอาหารและเครื่องดื่ม 5 อันดับแรก 

คือ  จตุจักร ปทุมวัน ประเวศ พระนคร ลาดกระบัง 


เช่นเดียวกับจังหวัดที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวสูง

ก็ยังได้เห็นการเปิดตัวของร้านอาหารและเครื่องดื่ม 

เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี 

ซึ่งเป็นพื้นที่ศักยภาพมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยว


ร้านเปิดเยอะ แต่ใช่ทุกร้านจะมีคนเข้าเยอะ

บางร้านคนต่อคิวครึ่งวันก็ยังไหว

บางร้านเงียบกริบ

ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะร้านบางแห่งยังไม่โดนใจคนในยุคนี้

ต้องเปิดร้านแบบไหน คนถึงจะชอบ ? 


กระแส หรือเทรนด์ฮิต ที่เหมาะสำหรับการลงทุนในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มประจำปีนี้ 

จากมุมมองศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้แก่

1. ร้านอาหารและเครื่องดื่มรูปแบบร่วมสมัย หรือ Contemporary Casual กำลังเป็นที่นิยม 

เป็นโมเดลร้านอาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์สมัยใหม่ เช่น การจัดรูปแบบร้านอาหารแนวมินิมอล 

สร้างประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการสร้างแบรนด์ให้สอดคล้องกับกระแสความต้องการของผู้บริโภค 

เช่น การนำเสนอเมนูใหม่ๆ การผสมผสานวัฒนธรรม

ผ่านการประยุกต์ใช้วัตถุดิบอาหารจากท้องถิ่น 


ในขณะที่ยังคงรักษาราคาที่เหมาะสม และมีระดับราคาที่หลากหลาย 

โดยกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่

โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้ากลุ่ม Gen Z


ขณะเดียวกันในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ร้านหรือแบรนด์จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดมากขึ้น 

ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย 

ทั้งรูปแบบการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการไทยและการซื้อแฟรนไชส์เข้ามาบริหาร 

โดยไตรมาสแรกของปี 2568 มูลค่าทุนจดทะเบียนธุรกิจ

ร้านอาหารจากชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 542 ล้านบาท 



2. ร้านอาหารกลุ่มราคาระดับกลาง-บน หรือ Premium Casual 

จับกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูง เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มาแรง  

โดยร้านอาหารกลุ่มนี้จะมีราคาเฉลี่ยประมาณ 500 บาทต่อจานขึ้นไป 

มีคนเปิดมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงตลาด Mass และผลกระทบจากเศรษฐกิจ 

ร้านอาหารกลุ่มนี้เน้นเรื่องของคุณภาพวัตถุดิบ เทคนิคการทำอาหารที่สร้างสรรค์ 

และอาหารที่แปลกใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าทั่วไป ครอบครัวและวัยทำงาน

ที่มองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารคุณภาพสูง


ขณะเดียวกันในช่วงเวลานี้ ร้านค้าต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้านต้นทุน

ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นรอบด้าน เช่น ค่าแรง วัตถุดิบอาหาร 

รวมไปถึง  พฤติกรรมของผู้บริโภคที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น 

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยแนะนำ  มาตรฐานใหม่ของผู้บริโภคในปัจจุบัน 

โดยมี 5 ปัจจัยสำคัญ  คือ 

ความแปลกใหม่ 

ประสบการณ์ 

คุณภาพ 

สุขภาพ 

ราคาสมเหตุสมผล



นอกจากนี้ จุดเด่น ของ ลูกค้า หรือว่าผู้บริโภคยุคนี้ คือ มีความเป็นแบรนด์รอยัลตี้ หรือ ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ต่ำ

สามารถเปลี่ยนใจกินร้านใหม่ ของใหม่ได้ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องกินซ้ำ เป็นลูกค้าประจำเสมอไป 

ขณะที่ ตลาดเองก็เข้าง่ายแต่การแข่งขันก็สูงตามเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่จะอยู่รอดได้ คือ คนที่แข็งแกร่งจริงๆ 

ส่งกำลังใจให้พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบทุกคน 

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ