ตลาด “รถอีวีไทย” โตแรง ยอดขายพุ่ง แต่แข่งเดือดทั้งราคา–ค่าซ่อม–ความเชื่อมั่น
การแข่งขันของค่ายรถยนต์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดรถยนต์ไทย โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ที่เข้ามามีบทบาทต่อยอดขายมากขึ้น แต่การขยายตัวของตลาดไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์เท่ากัน เนื่องจากรถแต่ละประเภทเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการผลิต ชิ้นส่วน และบริการที่แตกต่างกัน
ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยเดือนสิงหาคม 2026 อยู่ที่ 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 25.59% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
เฉพาะรถยนต์นั่งไฟฟ้า มียอดขาย 19,721 คัน เพิ่มขึ้น 113.29% คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของตลาดรถยนต์ทั้งหมดในเดือนดังกล่าว สะท้อนว่ารถยนต์ไฟฟ้ากำลังมีน้ำหนักต่อทิศทางตลาดรถไทยมากขึ้นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ภาพการผลิตรถยนต์ในประเทศกลับมีความแตกต่างกันตามประเภทรถ
ส.อ.ท. รายงานว่า เดือนสิงหาคม ไทยผลิตรถยนต์รวม 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 11% โดยการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 77% ขณะที่การผลิตรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในลดลง 21%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การขยายตัวของตลาดรถยนต์กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนสัดส่วนการผลิตของอุตสาหกรรม จากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์พลังงานทางเลือกมากขึ้น
เมื่อพิจารณาช่วงแปดเดือนแรกของปี 2026 ไทยผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 60,578 คัน ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าอยู่ที่ 145,132 คัน แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างปริมาณการผลิตในประเทศกับยอดขายในตลาด ซึ่งยังมีรถนำเข้าเข้ามารองรับความต้องการด้วย
แต่ตัวเลขทั้งสองส่วนยังไม่สามารถนำมาคำนวณสัดส่วนรถนำเข้าได้โดยตรง เนื่องจากต้องพิจารณาสต็อกรถและการเคลื่อนไหวของสินค้าประกอบด้วย
ขณะเดียวกัน ภาคส่งออกยังเผชิญแรงกดดัน โดย ส.อ.ท. ระบุว่า ไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในช่วงแปดเดือนแรกจำนวน 565,037 คัน ลดลง 6%
จึงเป็นสถานการณ์ที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศบางกลุ่มเริ่มฟื้นตัว แต่ภาคการผลิตและรายได้จากตลาดต่างประเทศยังเผชิญความท้าทาย
SCB EIC คาดตลาดรถปี 2027 โต 6.6% แต่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
แม้ยอดขายรถยนต์ไทยกลับมาขยายตัว แต่การฟื้นตัวในระยะต่อไปยังมีความแตกต่างกันตามประเภทรถและกลุ่มผู้บริโภค
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า ตลาดรถยนต์ไทยปี 2027 จะมียอดขายประมาณ 730,000 คัน เพิ่มขึ้นราว 6.6% จากปี 2026 แต่การเติบโตจะกระจุกตัวอยู่ในรถยนต์บางประเภท
กลุ่มที่มีแนวโน้มขับเคลื่อนตลาดคือรถยนต์พลังงานทางเลือก ขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถกระบะยังถูกกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบาง รวมถึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ความแตกต่างนี้ทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มอาจเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ธุรกิจอีกจำนวนหนึ่งยังไม่รู้สึกว่าตลาดรถยนต์ฟื้นตัวตามตัวเลขภาพรวม
โดยเฉพาะลูกค้าที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และการเข้าถึงสินเชื่อ แม้จะสนใจซื้อรถยนต์ แต่ความต้องการดังกล่าวอาจยังไม่เปลี่ยนเป็นยอดส่งมอบจริง
ผู้จำหน่ายรถยนต์จึงต้องพิจารณาทั้งความต้องการของลูกค้า ความสามารถในการชำระเงิน และโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อ ไม่ใช่อาศัยแนวโน้มตลาดรวมเพียงอย่างเดียว
อีกประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่การผลิต
SCB EIC ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (Battery Electric Vehicle: BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) ยังพึ่งพาการนำเข้าและมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศค่อนข้างต่ำ
แม้ตลาดรถพลังงานทางเลือกจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจึงยังมีข้อจำกัด
หากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสามารถเชื่อมโยงไปถึงการผลิตชิ้นส่วน การพัฒนาเทคโนโลยี และการจ้างงานในประเทศได้มากขึ้น ก็จะช่วยกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปถึงผู้ประกอบการและแรงงานไทยได้กว้างขึ้น
สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ การปรับตัวควรเริ่มจากประเมินว่าสินค้าที่ผลิตอยู่ยังมีตลาดรองรับมากน้อยเพียงใด และสามารถพัฒนาไปสู่งานที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์พลังงานทางเลือกได้หรือไม่
การลงทุนเพิ่มควรสอดคล้องกับแผนจัดซื้อและมาตรฐานของค่ายรถ เพื่อให้มีโอกาสรับคำสั่งซื้อจริงและลดความเสี่ยงจากการลงทุนที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด
ส่วนผู้จำหน่ายรถยนต์ควรประเมินยอดขายแยกตามประเภทรถและกลุ่มลูกค้า เพราะการเพิ่มสต็อกตามแนวโน้มตลาดรวมอาจกลายเป็นภาระเงินทุน หากรถบางรุ่นขายได้ช้ากว่าคาด
สรุปข่าว
การแข่งขันของค่ายรถยนต์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดรถยนต์ไทย โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ที่เข้ามามีบทบาทต่อยอดขายมากขึ้น แต่การขยายตัวของตลาดไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์เท่ากัน เนื่องจากรถแต่ละประเภทเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการผลิต ชิ้นส่วน และบริการที่แตกต่างกัน
ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยเดือนสิงหาคม 2026 อยู่ที่ 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 25.59% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
เฉพาะรถยนต์นั่งไฟฟ้า มียอดขาย 19,721 คัน เพิ่มขึ้น 113.29% คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของตลาดรถยนต์ทั้งหมดในเดือนดังกล่าว สะท้อนว่ารถยนต์ไฟฟ้ากำลังมีน้ำหนักต่อทิศทางตลาดรถไทยมากขึ้นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ภาพการผลิตรถยนต์ในประเทศกลับมีความแตกต่างกันตามประเภทรถ
ส.อ.ท. รายงานว่า เดือนสิงหาคม ไทยผลิตรถยนต์รวม 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 11% โดยการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 77% ขณะที่การผลิตรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในลดลง 21%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การขยายตัวของตลาดรถยนต์กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนสัดส่วนการผลิตของอุตสาหกรรม จากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์พลังงานทางเลือกมากขึ้น
เมื่อพิจารณาช่วงแปดเดือนแรกของปี 2026 ไทยผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 60,578 คัน ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าอยู่ที่ 145,132 คัน แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างปริมาณการผลิตในประเทศกับยอดขายในตลาด ซึ่งยังมีรถนำเข้าเข้ามารองรับความต้องการด้วย
แต่ตัวเลขทั้งสองส่วนยังไม่สามารถนำมาคำนวณสัดส่วนรถนำเข้าได้โดยตรง เนื่องจากต้องพิจารณาสต็อกรถและการเคลื่อนไหวของสินค้าประกอบด้วย
ขณะเดียวกัน ภาคส่งออกยังเผชิญแรงกดดัน โดย ส.อ.ท. ระบุว่า ไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในช่วงแปดเดือนแรกจำนวน 565,037 คัน ลดลง 6%
จึงเป็นสถานการณ์ที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศบางกลุ่มเริ่มฟื้นตัว แต่ภาคการผลิตและรายได้จากตลาดต่างประเทศยังเผชิญความท้าทาย
SCB EIC คาดตลาดรถปี 2027 โต 6.6% แต่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
แม้ยอดขายรถยนต์ไทยกลับมาขยายตัว แต่การฟื้นตัวในระยะต่อไปยังมีความแตกต่างกันตามประเภทรถและกลุ่มผู้บริโภค
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า ตลาดรถยนต์ไทยปี 2027 จะมียอดขายประมาณ 730,000 คัน เพิ่มขึ้นราว 6.6% จากปี 2026 แต่การเติบโตจะกระจุกตัวอยู่ในรถยนต์บางประเภท
กลุ่มที่มีแนวโน้มขับเคลื่อนตลาดคือรถยนต์พลังงานทางเลือก ขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถกระบะยังถูกกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบาง รวมถึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ความแตกต่างนี้ทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มอาจเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ธุรกิจอีกจำนวนหนึ่งยังไม่รู้สึกว่าตลาดรถยนต์ฟื้นตัวตามตัวเลขภาพรวม
โดยเฉพาะลูกค้าที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และการเข้าถึงสินเชื่อ แม้จะสนใจซื้อรถยนต์ แต่ความต้องการดังกล่าวอาจยังไม่เปลี่ยนเป็นยอดส่งมอบจริง
ผู้จำหน่ายรถยนต์จึงต้องพิจารณาทั้งความต้องการของลูกค้า ความสามารถในการชำระเงิน และโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อ ไม่ใช่อาศัยแนวโน้มตลาดรวมเพียงอย่างเดียว
อีกประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่การผลิต
SCB EIC ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (Battery Electric Vehicle: BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) ยังพึ่งพาการนำเข้าและมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศค่อนข้างต่ำ
แม้ตลาดรถพลังงานทางเลือกจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจึงยังมีข้อจำกัด
หากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสามารถเชื่อมโยงไปถึงการผลิตชิ้นส่วน การพัฒนาเทคโนโลยี และการจ้างงานในประเทศได้มากขึ้น ก็จะช่วยกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปถึงผู้ประกอบการและแรงงานไทยได้กว้างขึ้น
สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ การปรับตัวควรเริ่มจากประเมินว่าสินค้าที่ผลิตอยู่ยังมีตลาดรองรับมากน้อยเพียงใด และสามารถพัฒนาไปสู่งานที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์พลังงานทางเลือกได้หรือไม่
การลงทุนเพิ่มควรสอดคล้องกับแผนจัดซื้อและมาตรฐานของค่ายรถ เพื่อให้มีโอกาสรับคำสั่งซื้อจริงและลดความเสี่ยงจากการลงทุนที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด
ส่วนผู้จำหน่ายรถยนต์ควรประเมินยอดขายแยกตามประเภทรถและกลุ่มลูกค้า เพราะการเพิ่มสต็อกตามแนวโน้มตลาดรวมอาจกลายเป็นภาระเงินทุน หากรถบางรุ่นขายได้ช้ากว่าคาด
สำรวจความภักดีต่อแบรนด์ รถญี่ปุ่นนำ 69% รถจีนซื้อซ้ำ 46%
เมื่อผู้บริโภคมีตัวเลือกรถยนต์มากขึ้น ทั้งแบรนด์ใหม่และระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย การแข่งขันของค่ายรถจึงไม่ได้จบลงเพียงการขายรถคันแรก แต่ยังต้องรักษาลูกค้าให้กลับมาซื้อรถแบรนด์เดิมในอนาคต
บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด (Differential) เปิดเผยผลศึกษาจากเจ้าของรถยนต์ในประเทศไทย พบว่า ความตั้งใจซื้อรถยนต์แบรนด์เดิมซ้ำมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
กลุ่มแบรนด์รถยนต์ | สัดส่วนผู้ตั้งใจซื้อแบรนด์เดิมซ้ำ |
แบรนด์ญี่ปุ่น | 69% |
แบรนด์อเมริกัน | 60% |
แบรนด์จีน | 46% |
หมายเหตุ: เป็นผลสำรวจเจ้าของรถหลายระบบขับเคลื่อน ไม่ได้จำกัดเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแบรนด์ญี่ปุ่นยังมีความได้เปรียบด้านความตั้งใจซื้อซ้ำ ขณะที่แบรนด์จีนยังมีโจทย์สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว
สำหรับเจ้าของรถแบรนด์จีน ผลสำรวจพบว่า 44% ยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อแบรนด์เดิมซ้ำหรือไม่ และอีก 11% ตั้งใจเปลี่ยนแบรนด์
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ยังลังเลไม่ได้หมายความว่าจะเลิกใช้แบรนด์เดิมทั้งหมด แต่สะท้อนว่าลูกค้ายังเปิดรับทางเลือกและอาจเปลี่ยนการตัดสินใจได้ตามประสบการณ์ใช้งาน
ในเชิงธุรกิจ กลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ตัดสินใจจึงเป็นทั้งโอกาสของคู่แข่งและโอกาสของแบรนด์เดิม
หากค่ายรถเข้าใจว่าลูกค้ากังวลเรื่องใด ก็สามารถปรับปรุงสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ได้ก่อนถึงเวลาซื้อรถคันต่อไป ขณะที่การแข่งขันด้วยส่วนลดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจระยะยาว
ผลศึกษายังระบุว่า เหตุผลสำคัญของผู้ที่ตั้งใจซื้อรถแบรนด์เดิมซ้ำ ได้แก่ ชื่อเสียงของแบรนด์ ประสบการณ์ที่ดีในอดีต และความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ เจ้าของรถเกือบสี่ในสิบรายยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกระบบขับเคลื่อนประเภทใดสำหรับรถคันต่อไป
นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคอาจยังชื่นชอบแบรนด์เดิม แต่ต้องการรถยนต์ที่ตอบรูปแบบการเดินทางและการใช้งานแตกต่างจากเดิม
ค่ายรถจึงต้องรักษาทั้งความผูกพันต่อแบรนด์ และพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป
ค่าซ่อมรถ EV สูงกว่ารถน้ำมันเฉลี่ย 40% อีกโจทย์สร้างความเชื่อมั่น
นอกจากราคาซื้อรถยนต์แล้ว ค่าใช้จ่ายระหว่างใช้งานกำลังกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ โดยเฉพาะค่าซ่อมและความพร้อมของบริการหลังการขาย
ข้อมูลจากรู้ใจประกันภัยระบุว่า ค่าซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าเฉลี่ยสูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ราว 40% เมื่อเกิดความเสียหายในลักษณะใกล้เคียงกัน
ปัจจัยสำคัญมาจากมูลค่าของแบตเตอรี่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อน รวมถึงความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์และช่างซ่อมเฉพาะทาง
การประเมินความเสียหายของรถยนต์ไฟฟ้าจึงต้องครอบคลุมทั้งตัวรถ แบตเตอรี่ และระบบไฟฟ้าแรงดันสูง เพื่อเลือกวิธีซ่อมที่เหมาะสมตามมาตรฐานผู้ผลิต
อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ที่ได้รับความเสียหายไม่ได้หมายความว่าจะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งชุดเสมอไป
รู้ใจประกันภัยระบุว่า บางกรณีสามารถซ่อมหรือเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่เสียหายได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะความเสียหายและข้อกำหนดของผู้ผลิตแต่ละราย
การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจึงมีความสำคัญทั้งด้านความปลอดภัยและการควบคุมค่าใช้จ่าย
สำหรับผู้บริโภค การเปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้าควรพิจารณามากกว่าราคาหน้าโชว์รูม โดยรวมถึงเงื่อนไขประกันภัย การรับประกันแบตเตอรี่ ความพร้อมของศูนย์บริการ และสถานที่รับซ่อม
แม้ราคารถยนต์จะอยู่ในระดับที่ซื้อได้ แต่หากค่าซ่อมสูงหรือเข้าถึงบริการได้ยาก ก็อาจกระทบความพึงพอใจและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ในระยะยาว
ส่วนค่ายรถยนต์ หากสามารถอธิบายขั้นตอนประเมินความเสียหาย ขอบเขตการรับประกัน และทางเลือกในการซ่อมได้อย่างชัดเจน ก็อาจช่วยลดความกังวลของผู้ซื้อได้
สำหรับอู่ซ่อมรถยนต์ การเติบโตของตลาด EV เปิดโอกาสให้เกิดงานบริการประเภทใหม่ แต่ผู้ประกอบการต้องประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนเครื่องมือและการฝึกอบรมช่าง รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่บริษัทประกันภัยต้องพิจารณาต้นทุนสินไหมทดแทนควบคู่กับความคุ้มครองที่เสนอ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขค่าซ่อมเฉลี่ยที่สูงกว่าราว 40% ไม่ได้หมายความว่าเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันจะสูงกว่ารถน้ำมันในสัดส่วนเดียวกัน
ตลาดรถอีวีไทยโต แต่ใครรักษาลูกค้าได้จะเป็นผู้ได้เปรียบ
ทิศทางตลาดรถยนต์ไทยในปี 2027 สะท้อนโอกาสและความท้าทายที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
ด้านหนึ่ง รถยนต์ไฟฟ้ากำลังช่วยกระตุ้นยอดขายและสร้างโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และธุรกิจบริการรูปแบบใหม่ แต่อีกด้านหนึ่ง การฟื้นตัวของตลาดยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถกระบะที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและสินเชื่อ
การขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้ายังต้องพิจารณาว่าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมไทยได้มากเพียงใด ทั้งการผลิตชิ้นส่วน การพัฒนาเทคโนโลยี และการจ้างงาน
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความตั้งใจซื้อรถแบรนด์เดิมซ้ำ และข้อมูลค่าซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า สะท้อนว่า การแข่งขันของค่ายรถกำลังเปลี่ยนจากการแย่งยอดขายในวันซื้อ ไปสู่การสร้างความมั่นใจตลอดอายุการใช้งาน
ผู้บริโภคไม่ได้พิจารณาเฉพาะส่วนลดหรือเทคโนโลยีที่ได้รับ แต่ยังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ได้ และบริการหลังการขายที่เข้าถึงได้จริง
ดังนั้น ความได้เปรียบระยะยาวของค่ายรถอาจไม่ได้อยู่ที่ใครขายรถได้ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ใครสามารถรักษาคุณภาพสินค้า ควบคุมต้นทุนการใช้งาน และทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้มากพอที่จะกลับมาซื้อแบรนด์เดิมอีกครั้ง
- "ค่ายรถจีน" ขยายทัพบุกแคนาดาปูทางเจาะสหรัฐฯ
- ไทยรักอีวีจีน? นำเข้าพุ่งสูงสุดอันดับ 4 ของโลก เป็นได้แค่ตลาดหรือปั้นฐานการผลิต?
- รถ EV ลุยน้ำท่วมได้ไหม? เปิดระดับน้ำที่ควรระวัง
- "จีน" รุกตลาดโลก ส่งออก EV พุ่ง 33% สะสมทะลุ 2 ล้านคัน ไทยนำเข้าท็อป 5
- ไทยมุ่งลดพึ่งพาน้ำมัน ดันเปลี่ยนรถสาธารณะ เป็นรถพลังงานไฟฟ้า EV
ที่มารูปภาพ : chatgpt
