"KFC" ปิด 207 สาขาในสหรัฐฯ ปรับทัพหนีตลาดซบ

Share on Line Share on Facebook Share on X

Yahoo Finance รายงานว่า KFC (เคเอฟซี) เชนร้านไก่ทอดรายใหญ่ของโลก ปิดร้านในสหรัฐอเมริกาไปแล้ว 207 แห่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 หรือคิดเป็นจำนวนสาขาที่ลดลงประมาณร้อยละ 5 ภายในระยะเวลา 15 เดือน ท่ามกลางภาวะตลาดร้านอาหารบริการด่วนในสหรัฐฯ ที่แทบไม่เติบโต และผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

ข้อมูลจากบริษัทแม่ Yum! Brands ระบุว่า ตลอดปี 2568 เคเอฟซีปิดร้านในสหรัฐฯ 161 แห่ง และปิดเพิ่มอีก 46 แห่งในไตรมาสแรกของปี 2569 รวมเป็น 207 แห่ง ขณะที่เมื่อหักร้านเปิดใหม่แล้ว จำนวนสาขาสุทธิลดลง 187 แห่ง

ก่อนหน้านี้ มีรายงานบางแห่งประเมินว่า เคเอฟซีอาจลดจำนวนร้านในสหรัฐฯ มากกว่า 300 แห่ง โดยอ้างอิงข้อมูลจากระบบค้นหาสาขาและกูเกิล แมปส์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวอาจรวมร้านที่ย้ายสถานที่ เปลี่ยนข้อมูล หรือถูกระบบติดป้ายว่าปิดถาวรโดยอัตโนมัติ จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าทั้งหมดเป็นการปิดกิจการจริง

ตัวเลขจากเอกสารของยัม! แบรนด์ส จึงถือเป็นข้อมูลที่ชัดเจนกว่า โดยยืนยันจำนวนการปิดร้าน 207 แห่งในช่วง 15 เดือนดังกล่าว

สรุปข่าว

KFC ปิดร้านในสหรัฐฯ กว่า 200 แห่ง ท่ามกลางกำลังซื้อที่ชะลอตัวและการแข่งขันรุนแรงในตลาดฟาสต์ฟู้ด แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจไม่ใช่สัญญาณถอย หากเป็นการตัดสาขาที่ทำผลงานต่ำ พร้อมโยกทรัพยากรไปยังตลาดต่างประเทศที่เติบโตมากกว่า

Yahoo Finance รายงานว่า KFC (เคเอฟซี) เชนร้านไก่ทอดรายใหญ่ของโลก ปิดร้านในสหรัฐอเมริกาไปแล้ว 207 แห่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 หรือคิดเป็นจำนวนสาขาที่ลดลงประมาณร้อยละ 5 ภายในระยะเวลา 15 เดือน ท่ามกลางภาวะตลาดร้านอาหารบริการด่วนในสหรัฐฯ ที่แทบไม่เติบโต และผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

ข้อมูลจากบริษัทแม่ Yum! Brands ระบุว่า ตลอดปี 2568 เคเอฟซีปิดร้านในสหรัฐฯ 161 แห่ง และปิดเพิ่มอีก 46 แห่งในไตรมาสแรกของปี 2569 รวมเป็น 207 แห่ง ขณะที่เมื่อหักร้านเปิดใหม่แล้ว จำนวนสาขาสุทธิลดลง 187 แห่ง

ก่อนหน้านี้ มีรายงานบางแห่งประเมินว่า เคเอฟซีอาจลดจำนวนร้านในสหรัฐฯ มากกว่า 300 แห่ง โดยอ้างอิงข้อมูลจากระบบค้นหาสาขาและกูเกิล แมปส์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวอาจรวมร้านที่ย้ายสถานที่ เปลี่ยนข้อมูล หรือถูกระบบติดป้ายว่าปิดถาวรโดยอัตโนมัติ จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าทั้งหมดเป็นการปิดกิจการจริง

ตัวเลขจากเอกสารของยัม! แบรนด์ส จึงถือเป็นข้อมูลที่ชัดเจนกว่า โดยยืนยันจำนวนการปิดร้าน 207 แห่งในช่วง 15 เดือนดังกล่าว

การลดสาขาเกิดขึ้นในช่วงที่ธุรกิจฟาสต์ฟู้ดสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งราคาอาหารที่สูงขึ้น คุณภาพและความรวดเร็วในการให้บริการที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงปัญหาขาดแคลนแรงงาน ขณะที่ผู้บริโภคไม่ได้พิจารณาเพียงราคาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความสะดวก การสั่งซื้อผ่านดิจิทัล และความทันสมัยของแบรนด์

อย่างไรก็ตาม การปิดร้านจำนวนมากไม่ได้หมายความว่า เคเอฟซีกำลังเผชิญวิกฤตทั่วโลก เนื่องจากสาขาส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ดำเนินการโดยแฟรนไชซี และในปี 2568 บริษัทไม่ได้ปิดร้านที่บริษัทบริหารเองแม้แต่แห่งเดียว พร้อมเปิดร้านใหม่ 3 แห่ง และซื้อกิจการเพิ่มอีก 7 แห่ง

ในทางตรงกันข้าม ขณะที่เคเอฟซีปิดร้านในสหรัฐฯ 161 แห่งในปี 2568 บริษัทกลับเปิดสาขาในต่างประเทศเพิ่มเกือบ 3,000 แห่ง และในไตรมาสแรกของปี 2569 ยังเปิดเพิ่มอีก 643 แห่งนอกสหรัฐฯ สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ให้น้ำหนักกับตลาดซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตสูง

ตลอดปี 2568 เคเอฟซีมียอดขายทั่วโลกราว 36,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 34,400 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า แต่ยอดขายจากสหรัฐฯ มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 13 และลดลงร้อยละ 3 ขณะที่ยอดขายในจีน ยุโรป เอเชีย อินเดีย แอฟริกา และลาตินอเมริกายังคงขยายตัว

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงอาจเป็นมากกว่าการปิดร้าน แต่เป็นการปรับพอร์ต ตัดสาขาที่ทำผลงานต่ำ ลดต้นทุน และนำเงินลงทุนไปเสริมตลาดที่สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า โดยเคเอฟซีมีร้านทั่วโลกประมาณ 34,000 แห่ง และยังตั้งเป้าขยายได้ถึง 75,000 แห่งในอนาคต 

ที่มาข้อมูล : https://finance.yahoo.com/small-business/articles/fast-food-chicken-giant-quietly-020842717.html

ที่มารูปภาพ : -