
“เรารักอิรัก”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โปรยคำหวานระหว่างให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอาลี อัล-ซาอิดี ของอิรัก ที่ทำเนียบขาว พร้อมประกาศว่า ทหารอเมริกันทั้งหมดจะถอนออกจากอิรักภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ ปิดฉากภารกิจทางทหารที่ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ และเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจากสนามรบ ไปสู่โต๊ะเจรจาด้านน้ำมัน การลงทุน และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
แต่เบื้องหลังคำประกาศถอนทหารครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงการยุติสงคราม หากยังเป็นการเปิดเกมต่อรองครั้งใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางของอิรักในวันที่สหรัฐฯ ต้องการสกัดอิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลาง
จากความมั่นคงสู่ความร่วมมือด้านน้ำมัน
ทรัมป์กล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับผู้นำอิรักว่า สหรัฐฯ ไม่มีความจำเป็นทางทหารที่จะต้องประจำการอยู่ในอิรักอีกต่อไป และจากนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะมุ่งไปที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมัน
“ผมคิดว่าเรากับอิรักจะสร้างความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลชุดก่อน เราแทบไม่ได้ทำงานร่วมกันเลย อิรักมีศักยภาพมหาศาล ทั้งจากน้ำมันและทรัพยากรอื่น ๆ โดยเฉพาะน้ำมัน เราจะทำข้อตกลงร่วมกันอีกมากมาย สร้างงานให้กับทั้งสองประเทศ และเดินหน้าผลิตและนำน้ำมันออกมามากขึ้น” ทรัมป์กล่าว
ด้านนายกรัฐมนตรีอัล-ซาอิดียืนยันว่า ทหารสหรัฐฯ จะถอนออกจากอิรักทั้งหมดภายในวันที่ 30 กันยายน แต่บริษัทอเมริกันจะยังคงดำเนินธุรกิจในอิรักต่อไป
ผู้นำอิรักยังเรียกร้องให้อิรักได้รับส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันที่เป็นธรรมในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC พร้อมชี้ว่า สงครามต่อต้านกลุ่มไอเอสได้สร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมหาศาล
“อิรักต่อสู้กับกลุ่มไอเอสและกลุ่มก่อการร้ายโดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แต่การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้อิรักต้องสูญเสียอย่างหนัก ทั้งเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ความเสียหายมีมูลค่ามากกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ แม้กระทั่งวันนี้ หลายเมืองยังถูกทำลาย และประชาชนจำนวนมากยังต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์พักพิง” นายกรัฐมนตรีอิรักกล่าว
สรุปข่าว
“เรารักอิรัก”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โปรยคำหวานระหว่างให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอาลี อัล-ซาอิดี ของอิรัก ที่ทำเนียบขาว พร้อมประกาศว่า ทหารอเมริกันทั้งหมดจะถอนออกจากอิรักภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ ปิดฉากภารกิจทางทหารที่ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ และเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจากสนามรบ ไปสู่โต๊ะเจรจาด้านน้ำมัน การลงทุน และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
แต่เบื้องหลังคำประกาศถอนทหารครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงการยุติสงคราม หากยังเป็นการเปิดเกมต่อรองครั้งใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางของอิรักในวันที่สหรัฐฯ ต้องการสกัดอิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลาง
จากความมั่นคงสู่ความร่วมมือด้านน้ำมัน
ทรัมป์กล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับผู้นำอิรักว่า สหรัฐฯ ไม่มีความจำเป็นทางทหารที่จะต้องประจำการอยู่ในอิรักอีกต่อไป และจากนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะมุ่งไปที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมัน
“ผมคิดว่าเรากับอิรักจะสร้างความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลชุดก่อน เราแทบไม่ได้ทำงานร่วมกันเลย อิรักมีศักยภาพมหาศาล ทั้งจากน้ำมันและทรัพยากรอื่น ๆ โดยเฉพาะน้ำมัน เราจะทำข้อตกลงร่วมกันอีกมากมาย สร้างงานให้กับทั้งสองประเทศ และเดินหน้าผลิตและนำน้ำมันออกมามากขึ้น” ทรัมป์กล่าว
ด้านนายกรัฐมนตรีอัล-ซาอิดียืนยันว่า ทหารสหรัฐฯ จะถอนออกจากอิรักทั้งหมดภายในวันที่ 30 กันยายน แต่บริษัทอเมริกันจะยังคงดำเนินธุรกิจในอิรักต่อไป
ผู้นำอิรักยังเรียกร้องให้อิรักได้รับส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันที่เป็นธรรมในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC พร้อมชี้ว่า สงครามต่อต้านกลุ่มไอเอสได้สร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมหาศาล
“อิรักต่อสู้กับกลุ่มไอเอสและกลุ่มก่อการร้ายโดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แต่การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้อิรักต้องสูญเสียอย่างหนัก ทั้งเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ความเสียหายมีมูลค่ามากกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ แม้กระทั่งวันนี้ หลายเมืองยังถูกทำลาย และประชาชนจำนวนมากยังต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์พักพิง” นายกรัฐมนตรีอิรักกล่าว
จุดเริ่มต้นสงครามอิรัก และอาวุธที่ไม่เคยถูกพบ
ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิรักเริ่มต้นขึ้นหลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 เมื่อรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวหาอิรักว่าครอบครองอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง และมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอัลกออิดะห์
เดือนมีนาคม 2003 สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการ “อิรักกีฟรีดอม” ส่งกำลังภาคพื้นดินบุกอิรัก โค่นล้มรัฐบาลของซัดดัม ฮุสเซน และยึดกรุงแบกแดด โดยอ้างภารกิจค้นหาอาวุธทำลายล้างสูง แต่ต่อมากลับไม่เคยพบหลักฐานว่ามีอาวุธดังกล่าวถูกเก็บซ่อนไว้ในอิรัก
แม้ประธานาธิบดีบุชจะประกาศยุติปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม 2003 แต่การล่มสลายของรัฐบาลซัดดัมกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยึดครอง ความไม่สงบ และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองและกลุ่มศาสนา
ซัดดัมถูกจับกุมได้ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันใกล้เมืองติกริต แต่ระหว่างปี 2004–2007 อิรักกลับจมเข้าสู่การก่อความไม่สงบและความรุนแรงระหว่างชาวชีอะห์กับชาวซุนนี จนสหรัฐฯ ต้องเพิ่มกำลังทหารครั้งใหญ่ในปี 2007 โดยมีทหารอเมริกันประจำการในอิรักสูงสุดกว่า 170,000 นาย
สหรัฐฯ ถอนทหารชุดสู้รบชุดสุดท้ายออกจากอิรักในเดือนธันวาคม 2011 ภายใต้ข้อตกลงกับรัฐบาลอิรัก แต่เพียงสามปีต่อมา กองกำลังอเมริกันต้องกลับเข้าสู่ภูมิภาคอีกครั้ง หลังกลุ่มไอเอสยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ในอิรักและซีเรีย
กระทั่งปี 2021 เมื่อกลุ่มไอเอสสูญเสียดินแดนในความควบคุม ภารกิจของกองกำลังผสมที่นำโดยสหรัฐฯ จึงเปลี่ยนจากการสู้รบโดยตรง ไปสู่การฝึกอบรม ให้คำปรึกษา และสนับสนุนกองทัพอิรัก
จำนวนทหารสหรัฐฯ ลดลงเหลือประมาณ 2,500 นาย ก่อนทยอยลดกำลังลงอีกตามข้อตกลงที่บรรลุในปี 2024 ในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน จนเหลือเพียงกำลังกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางทหารและสนับสนุนภารกิจต่อต้านไอเอส
ดังนั้น หากทหารสหรัฐฯ นายสุดท้ายถอนออกภายในวันที่ 30 กันยายน 2026 ก็จะถือเป็นการปิดฉากภารกิจทางทหารของสหรัฐฯ ในอิรัก หลังเริ่มต้นขึ้นนานถึง 23 ปี
ดีลถอนทหาร แลกลดอิทธิพลอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ เหตุใดสหรัฐฯ จึงเลือกถอนทหารทั้งหมดในช่วงเวลานี้ และมีเงื่อนไขทางการเมืองใดซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาโนชญ์ อารีย์ จากภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่า การถอนทหารสอดคล้องกับแนวนโยบายของทรัมป์ที่ต้องการลดภารกิจทางทหารในต่างประเทศ แต่จังหวะเวลาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า สหรัฐฯ อาจต้องการให้อิรักลดการพึ่งพิงและลดอิทธิพลของอิหร่านภายในประเทศ
“มันเกิดขึ้นในจังหวะแบบนี้ จึงน่าจะเป็นข้อต่อรองระหว่างสหรัฐฯ กับอิรัก สหรัฐฯ อยากให้อิรักออกห่างจากอิหร่าน แลกกับการถอนทหารออกไป ซึ่งก็เป็นความต้องการของอิรักมานานแล้ว” ดร.มาโนชญ์กล่าว
หลังสหรัฐฯ ถอนกำลังครั้งใหญ่ในปี 2011 อิรักต้องเผชิญการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกลุ่มไอเอส แม้รัฐบาลอิรักจะขอความช่วยเหลือจากวอชิงตัน แต่การตัดสินใจของสหรัฐฯ เป็นไปอย่างล่าช้า
ในช่วงเวลาดังกล่าว อิหร่านกลับเป็นประเทศที่ยื่นมือเข้ามาช่วยอิรัก ผ่านการสนับสนุนเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธและกลุ่มชีอะห์ต่าง ๆ ภายใต้การประสานงานของพลเอกกอเซม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ของอิหร่าน
ความช่วยเหลือนี้ทำให้อิหร่านขยายอิทธิพลทั้งในด้านความมั่นคงและการเมืองของอิรัก จนปัจจุบันการเมืองอิรักแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ทั้งกลุ่มที่ใกล้ชิดกับเตหะราน และกลุ่มที่ต้องการลดบทบาทของอิหร่านเพื่อสร้างสมดุลกับสหรัฐฯ และประเทศอาหรับ
ดร.มาโนชญ์มองว่า สหรัฐฯ ย่อมเห็นว่าอิทธิพลของอิหร่านในอิรักเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามจำกัดบทบาทของเตหะรานในตะวันออกกลาง การถอนทหารจึงอาจมาพร้อมเงื่อนไขให้อิรักวางตัวเป็นกลางมากขึ้น และลดการเปิดพื้นที่ให้กองกำลังหรือกลุ่มการเมืองที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน
หากอิรักยอมรับแนวทางดังกล่าว ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อสหรัฐฯ อิสราเอล และกลุ่มการเมืองภายในอิรักที่ต้องการลดอิทธิพลของเตหะราน
อิรักจะซ้ำรอยอัฟกานิสถานหรือไม่?
อีกคำถามใหญ่คือ เมื่อทหารสหรัฐฯ ถอนออกไปทั้งหมดแล้ว อิรักจะสามารถรักษาเสถียรภาพได้หรือไม่ โดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีความขัดแย้งทางการเมือง ศาสนา และการแข่งขันระหว่างกลุ่มติดอาวุธ
ความกังวลนี้ทำให้หลายฝ่ายเปรียบเทียบอิรักกับอัฟกานิสถาน ซึ่งรัฐบาลที่สหรัฐฯ สนับสนุนล่มสลายอย่างรวดเร็ว หลังทหารอเมริกันถอนตัวออกไปในปี 2021
อย่างไรก็ตาม ดร.รุสตั้ม หวันสู จากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มองว่า อิรักไม่น่าจะเดินไปถึงจุดเดียวกับอัฟกานิสถาน เนื่องจากโครงสร้างรัฐและสถาบันการเมืองของอิรักมีความเข้มแข็งมากกว่า
“ประชากรส่วนใหญ่ของอิรักเป็นชีอะห์ ขณะที่มีชาวซุนนีอยู่พอสมควร แต่บทบาททางการเมืองของฝ่ายชีอะห์เข้มแข็งกว่า หลังยุคซัดดัม ฝ่ายซุนนีไม่สามารถกลับมาเป็นคู่แข่งทางการเมืองในรูปแบบเดิมได้ จึงต้องปรับตัว” ดร.รุสตั้มกล่าว
ที่ผ่านมา การประจำการของสหรัฐฯ มีส่วนช่วยถ่วงดุลระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในอิรักในฐานะผู้เล่นจากภายนอก การถอนตัวอาจเปิดช่องให้เกิดความไม่มั่นคงหรือการแข่งขันช่วงชิงอิทธิพลมากขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มติดอาวุธและมหาอำนาจในภูมิภาค
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากชาวอิรักจำนวนมาก ซึ่งมองว่าการถอนทหารต่างชาติเป็นเงื่อนไขสำคัญของอธิปไตยและการฟื้นฟูประเทศ
“อิรักไม่เหมือนอัฟกานิสถาน เพราะสถาบันการเมืองของอัฟกานิสถานอ่อนแอมาก แต่อิรักมีความเข้มแข็งพอสมควร และพัฒนาการทางการเมืองดีขึ้นมาก จึงไม่น่าจะกลายเป็นรัฐล้มเหลวแบบอัฟกานิสถาน แต่อาจเปิดช่องให้กลุ่มต่าง ๆ เข้ามาแสดงอิทธิพล และทำให้กลุ่มติดอาวุธมีบทบาทเพิ่มขึ้น” ดร.รุสตั้มกล่าว
- อิหร่านเผยมีผู้ได้รับบาดเจ็บนับร้อยหลังสหรัฐฯ โจมตีต่อเนื่อง
- สหรัฐฯ จะถอนทหารออกจากอิรักทั้งหมด ภายใน 30 กันยายน
- โดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกค่าธรรมเนียม 20% เรือสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
- ทรัมป์กลับลำ ยกเลิกแผนเก็บค่าธรรมเนียมฮอร์มุซ 20%
- ทรัมป์ขู่ถล่ม "ภูเขา Pickaxe" ทำไมภูเขาลูกนี้เป็นเป้าหมายใหม่ของสหรัฐฯ?
ที่มาข้อมูล : Reuters, Aljazeera
ที่มารูปภาพ : Reuters
