ปีทองส่งออกไทย “แอร์” ขายดีสุดรับโลกร้อน

Share on Line Share on Facebook Share on X
ปีทองส่งออกไทย “แอร์” ขายดีสุดรับโลกร้อน

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)  ได้ออกมาออกมากางตัวเลขส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 โดยระบุว่า การส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 34,333 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวร้อยละ 10.6 




สรุปข่าว

"ภาคการส่งออก"ไทย ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงครึ่งปีหลังด้วยที่ดูว่าจะมีแนวโน้มสดใส จากสถานการณ์อุณหภูมิโลกที่ร้อนระอุ ทำให้ความต้องการ "เครื่องปรับอากาศ" กลายเป็นสินค้าเนื้อหอมเนื้อทองที่ทั่วโลกต้องการ

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)  ได้ออกมาออกมากางตัวเลขส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 โดยระบุว่า การส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 34,333 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวร้อยละ 10.6 




ขณะที่ การนำเข้ามีมูลค่า 40,044.5 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวร้อยละ 35.1 ดุลการค้าขาดดุล 5,711.4 ล้านดอลลาร์ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวร้อยละ 8.6 


สำหรับภาพรวม 5 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 162,085.9 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวร้อยละ 17 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้ามีมูลค่า 187,295.2 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวร้อยละ 35.6 ดุลการค้าขาดดุล 25,209 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ การส่งออก 5 เดือนแรกของปี 2569 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว ร้อยละ16.7


ดังนั้นจากปัจจัยบวกทั้งหมดนี้ สรท.จึงมีการปรับประมาณการการส่งออกปี 2569 จากเป้าเดิมเมื่อต้นปีที่คาดไว้ร้อยละ 2-5เป็นเติบโตได้อย่างน้อยในอัตราที่ร้อยละ 8-10 หรือคิดเป็น มูลค่า 370,000 ล้านดอลลาร์ 


จากอานิสงส์อุตสาหกรรมหลักที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้จะมีอุปสรรครอบด้าน แต่ภาพรวมตลอดทั้งปี 2569 แต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมามีการเร่งนำเข้า ของประเทศคู่ค้าสำคัญพอสมควร


อย่างไรก็ตาม สรท.ยังมองสถานการณ์ส่งออก ปี 2569 ยังคงมีโอกาสขยายตัวได้มากขึ้น (Best Case) แต่จำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 


โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงความต่อเนื่องของความต้องการสินค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญหลายแห่งด้วย  รวมทั้งเรื่อง “ค่าเงินบาท”ด้วยที่ต้องเฉลี่ยประมาณ 33.5-34 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยการส่งออกในปีนี้ได้มาก 


ส่วน ปัจจัยเสี่ยง และความผันผวนที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกในช่วง 6 เดือนหลังของต่อจากนี้ สรท.มองไว้ 2 ด้าน  ได้แก่ ปัจจัยภายใน ประกอบด้วย 


1. ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง ทั้งด้านวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง และต้นทุนพลังงาน 


2. ค่าไฟฟ้ายังสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการลงทุน 


3. ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย 


4. การเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อทำให้ SMEs ยังเข้าถึงเงินทุนได้ยาก 


5. ผลผลิตการเกษตร ผลกระทบจากซูเปอร์เอญนีโญ (Super El Nino) ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบและต้นทุนสินค้าเกษตรและอาหารสูงขึ้น


สำหรับปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย 


1. แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเทรนด์การค้าโลก ยังอยู่ในระดับชะลอตัว และอุปสงค์นำเข้าของแต่ละภูมิภาคฟื้นตัวแตกต่างกัน 


2.ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ความเชื่อมั่นทางการค้า และค่าระวางเรือ 


3. ราคาพลังงาน ที่ผันผวนในตลาดโลกที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ภาคการผลิต และการขนส่งระหว่างประเทศ 


4. ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ส่งผลต่อค่าเงิน การเคลื่อนย้ายเงินทุน และสภาพคล่องของเศรษฐกิจโลก


ส่วนถ้าจะพูดถึงสถานการณ์ “เศรษฐกิจไทย” ครึ่งปีหลังนั้น มองว่ามีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน และงบประมาณจากเงินกู้ 170,000 ล้านบาท ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส" ที่เข้ามาช่วยปลุกกำลังซื้อในประเทศได้ส่วนหนึ่ง และการลงทุนภาครัฐ สะท้อนจากตัวเลขส่งออก 4 เดือนแรกที่ขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 18.9 


โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งแรงร้อยละ 48.4 ตามกระแสการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม AI / ดาต้า เซนเตอร์ (Data Center)  ซึ่งเป็นในทิศทางเดียวกับหลายประเทศทั่วโลกที่การส่งออกโตเกินคาด 


หากแต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ประโยชน์ที่จะส่งผ่านกลับมายังประเทศไทย และเศรษฐกิจไทย ยังไม่สะท้อนภาพที่ชัดเจนนัก การเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเติบโตขึ้นหลายเท่าตัวแต่กระบวนการผลิตยังต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่


ขณะที่อุตสาหกรรมเดิมอื่นๆ ยังอยู่ในภาวะทรงตัว และปรับตัวจากหลายๆ สถานการณ์ที่ผันผวนต่างๆ อีกทั้งผู้ประกอบการต้องรับมือกับความเสี่ยงต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้น ภาวะตึงตัวจนแข่งขันได้ยาก โดยมองว่าในไตรมาส 3 การส่งออกจะเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 14 


ส่วนโอกาสของกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภททำความเย็น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ มีแนวโน้มเป็นบวกอย่างมากในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากยุโรป และอเมริกา กำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงอีกระลอก ส่งผลให้หลายประเทศมีอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส 


ซึ่งถ้าดูข้อมูลของสรท.จะพบว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าปีนี้ในช่วงเดือนม.ค.-พ.ค.2569 มีการส่งออกไปแล้ว  477,039 ล้านบาท ขยายตัวมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 457,536 ล้านบาท หรือขยายตัวสูงถึงร้อยละ 4.26 ส่วนการนำเข้าอยู่ที่ 132,022 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.24


สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ส่งออกหลักของไทย ได้แก่ 1.เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ส่งออกไปแล้วกว่า 120,988 ล้านบาท  2.เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ ส่งออกไปแล้ว 33,135 ล้านบาท  อันดับ 3  ตู้เย็นช่แข็งและส่วนผระกอบ ส่งออกไปแล้ว 31,174 ล้านบาท 


โดยตลาดนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าหลัก ได้แก่ จีน ขยายตัวมากกว่าปีก่อนร้อยละ 7.67  เวียดนาม ขยายตัวมากกว่าปีก่อนร้อยละ 20.57  ญี่ปุ่น  ขยายตัวน้อยกว่าปีก่อนร้อยละ  14.93 เป็นต้น 


อย่างไรก็ตามตัวเลขที่น่าสนใจคือ สหรัฐฯ ที่แม้จะเป็นประเทศที่นำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 7 ของโลก แต่ปีนี้การนำเข้าช่วงครึ่งปีแรกเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 3.4 


ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากรายงานจาก โกลบอล ไทม์ส ระบุว่า สินค้าแบรนด์จีนหลายประเภท ตั้งแต่เครื่องปรับอากาศ พัดลมพกพา เครื่องทำน้ำแข็ง ไอย่าง ทีมเครื่องปรับอากาศในยุโรป ของ TCL (ทีซีแอล) ให้ข้อมูลว่า ยอดขายเครื่องปรับอากาศในกลุ่มประเทศนอร์ดิกและฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว (300%) 


ขณะที่ ยอดขายในสเปนเพิ่มขึ้นเท่าตัว (100%) ส่วนเครื่องปรับอากาศแบบเคลื่อนที่ ก็ขายจนหมดสต็อก ปจนถึงหมวก และร่มกันแดด ต่างมียอดขายในยุโรปเติบโตขึ้น


ด้าน ซัมซุง อิเล็กโทรนิคส์ ก็ระบุว่า จากการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในยุโรปจะยังคงสูงขึ้น บริษัทฯ เชื่อว่าความต้องการเครื่องปรับอากาศจะอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงฤดูร้อนนี้ พร้อมเผยว่า ตลาดสำคัญอย่างอิตาลี สเปน และฝรั่งเศส มียอดขายเติบโตในระดับเลขสองหลักในช่วงครึ่งแรกของปี 


ดังนั้นจึงเชื่อว่า การที่พฤติกรรมชาวจากยุโรป เปลี่ยนมาติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้านมากขึ้น จะส่งผลให้มีคำสั่งซื้อเครื่อวใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องไปในอาเซียนไปจนถึงปี 2570

อย่างไรก็ตามเพื่อให้ “ภาคการส่งออก”  เดินหน้าต่อเนื่อง สรท. มีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลและภาครัฐ เร่งดำเนินการ ประกอบด้วย 


1. ปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตและกฎหมายที่ซ้ำซ้อน เร่งแก้ไข/ยกเลิก กฎระเบียบซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐที่เป็นต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น


2. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางของค่าเงินของภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันและกำไรของผู้ส่งออก 


ผู้ส่งออกจึงเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1 ตลอดปี2569 ดูแลภาวะเงินเฟ้อ และรักษาเสถียรภาพค่าบาทช่วง 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ  เนื่องจากเงินบาทอ่อนจะส่งผลดีต่อสินค้าเกษตร


3. ส่งเสริมการใช้ Supply Chain Local Content หรือ การกำหนดสัดส่วนการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ รวมถึงการเพิ่ม มูลค่าสินค้าในประเทศมากขึ้น จากการลงทุนของต่างชาติหรือ  FDI ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ไตรมาส1/2569 เป็นเงินกว่า 9.6 แสนล้านบาท) 


ประกอบกับความเข้มข้นของเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าวัตถุดิบภายในภูมิภาค หรือ  RVC (Regional Value Content) สำหรับสินค้าส่งไปสหรัฐฯ ที่ต้องคำนึงเรื่องของการกำหนดสัดส่วนการใช้ Local Content เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้มากขึ้น


4. กำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและออนไลน์ เพื่อปกป้องสินค้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานไทย และการส่งผ่านไปประเทศที่สาม กรณีสินค้านำเข้าทะลักเข้ามาในประเทศ อาจต้องมีแนวทางกดดันกลุ่มสินค้าดังกล่าว ทั้งในเรื่องของมาตรการทางภาษี และ/หรือ กำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าให้สูงหรือเฉพาะทางมากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับอุตสาหกรรมในประเทศโดยตรง


โดยสรท.จะการผลักดันให้หน่วยงานรัฐ เพิ่มการเข้มงวดและบังคับใช้เกณฑ์ Local Content สินค้าสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ และต่างชาติใช้ไทยเป็นฐานการผลิต กำลังเป็นห่วงคนไทยเริ่มบริโภคหรือใช้จ่ายกับสินค้าสำเร็จรูปนำเข้ามากขึ้น ในระยะยาวจะกระทบต่อการผลิต การค้า รายได้ 


5. บรรเทาต้นทุนโลจิสติกส์และราคาพลังงาน ได้แก่  


1.โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากขนส่งสินค้าทางทะเล จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และชะลอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในท่าเรือและค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ


2.บริหารจัดการต้นทุนโครงสร้างพลังงานในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้ซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการและภาคประชาชนมากจนไป 


3.เร่งรัดแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศที่ยังคงเป็นคอขวด คือ ความแออัดในท่าเรือแหลมฉบัง และคลังสินค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ส่งออกเห็นว่าควรจัดสรรเงินกู้ 2 แสนล้านบาทของรัฐบาลในการพัฒนาระบบพื้นฐานและโลจิสติกส์


ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN