"ยุโรป" แห่ซื้อแอร์ไทย! ส่งออกพุ่งสูงสุด รับอานิสงส์คลื่นความร้อน โอกาสทองที่ยังไปได้ไกล?
ยุโรปที่ไม่เหมือนเดิม กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ของแอร์ไทย
ที่ผ่านมา "ยุโรป" เป็นภูมิภาคที่ผู้คนคุ้นเคยกับเครื่องทำความร้อนมากกว่าเครื่องปรับอากาศ บ้านส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือฤดูหนาว ไม่ใช่อากาศร้อนจัด การติดตั้งแอร์จึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นเหมือนในประเทศเขตร้อน แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
คลื่นความร้อน (Heat Wave) ที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ทำให้อุณหภูมิในหลายประเทศยุโรปทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง บ้านที่เคยเย็นสบายกลับไม่สามารถระบายความร้อนได้เพียงพอ ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นสินค้าที่จำเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่ยังสร้างโอกาสทางการค้าให้กับประเทศผู้ผลิตอย่างประเทศไทย
ส่งออกแอร์ไทยพุ่งแรง สูงสุดในรอบ 7 เดือน
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เดือนพฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนไปยังยุโรป มูลค่า 148.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.7% จากปีก่อน ถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568
หากนับรวมช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกเครื่องปรับอากาศไปยุโรปแล้ว 783.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ยุโรปกำลังกลายเป็นตลาดสำคัญของผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศไทย หลังความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
คลื่นความร้อน เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือปรากฏการณ์ "Heat Dome" หรือ "โดมความร้อน" ที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของยุโรปในช่วงเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 10 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่
หลายประเทศเผชิญสถิติอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร หรือไอร์แลนด์ ขณะที่ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกก็เผชิญทั้งอากาศร้อนและความแห้งแล้งมากกว่าปกติ
เมื่อผู้เชี่ยวชาญคาดว่าฤดูร้อนปีนี้จะรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกในยุโรปจึงเร่งสั่งซื้อเครื่องปรับอากาศล่วงหน้า เพื่อรองรับช่วงพีกของฤดูร้อนระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม
เยอรมนีนำทีม ยุโรปเหนือโตแรง
ตลาดหลักของเครื่องปรับอากาศไทยในยุโรปยังคงเป็น "เยอรมนี" โดยเดือนพฤษภาคมมีมูลค่าส่งออก 30.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 89.6%
ประเทศสำคัญอื่น ๆ ก็ขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่
* ฝรั่งเศส เพิ่มขึ้น 50.9%
* สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 58.2%
* สเปน เพิ่มขึ้น 42.2%
ขณะที่ตลาดที่น่าจับตามองกลับเป็น ยุโรปเหนือ ซึ่งเดิมแทบไม่มีความต้องการเครื่องปรับอากาศ
* ฟินแลนด์ เพิ่มขึ้น 366.6%
* สวีเดน เพิ่มขึ้น 177.3%
เหตุผลสำคัญคือ ประเทศเหล่านี้ยังมีสัดส่วนครัวเรือนที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศค่อนข้างต่ำ จึงยังมีช่องว่างให้ตลาดเติบโตอีกมาก
สรุปข่าว
"ยุโรป" แห่ซื้อแอร์ไทย! ส่งออกพุ่งสูงสุด รับอานิสงส์คลื่นความร้อน โอกาสทองที่ยังไปได้ไกล?
ยุโรปที่ไม่เหมือนเดิม กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ของแอร์ไทย
ที่ผ่านมา "ยุโรป" เป็นภูมิภาคที่ผู้คนคุ้นเคยกับเครื่องทำความร้อนมากกว่าเครื่องปรับอากาศ บ้านส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือฤดูหนาว ไม่ใช่อากาศร้อนจัด การติดตั้งแอร์จึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นเหมือนในประเทศเขตร้อน แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
คลื่นความร้อน (Heat Wave) ที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ทำให้อุณหภูมิในหลายประเทศยุโรปทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง บ้านที่เคยเย็นสบายกลับไม่สามารถระบายความร้อนได้เพียงพอ ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นสินค้าที่จำเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่ยังสร้างโอกาสทางการค้าให้กับประเทศผู้ผลิตอย่างประเทศไทย
ส่งออกแอร์ไทยพุ่งแรง สูงสุดในรอบ 7 เดือน
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เดือนพฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนไปยังยุโรป มูลค่า 148.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.7% จากปีก่อน ถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568
หากนับรวมช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกเครื่องปรับอากาศไปยุโรปแล้ว 783.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ยุโรปกำลังกลายเป็นตลาดสำคัญของผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศไทย หลังความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
คลื่นความร้อน เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือปรากฏการณ์ "Heat Dome" หรือ "โดมความร้อน" ที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของยุโรปในช่วงเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 10 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่
หลายประเทศเผชิญสถิติอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร หรือไอร์แลนด์ ขณะที่ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกก็เผชิญทั้งอากาศร้อนและความแห้งแล้งมากกว่าปกติ
เมื่อผู้เชี่ยวชาญคาดว่าฤดูร้อนปีนี้จะรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกในยุโรปจึงเร่งสั่งซื้อเครื่องปรับอากาศล่วงหน้า เพื่อรองรับช่วงพีกของฤดูร้อนระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม
เยอรมนีนำทีม ยุโรปเหนือโตแรง
ตลาดหลักของเครื่องปรับอากาศไทยในยุโรปยังคงเป็น "เยอรมนี" โดยเดือนพฤษภาคมมีมูลค่าส่งออก 30.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 89.6%
ประเทศสำคัญอื่น ๆ ก็ขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่
* ฝรั่งเศส เพิ่มขึ้น 50.9%
* สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 58.2%
* สเปน เพิ่มขึ้น 42.2%
ขณะที่ตลาดที่น่าจับตามองกลับเป็น ยุโรปเหนือ ซึ่งเดิมแทบไม่มีความต้องการเครื่องปรับอากาศ
* ฟินแลนด์ เพิ่มขึ้น 366.6%
* สวีเดน เพิ่มขึ้น 177.3%
เหตุผลสำคัญคือ ประเทศเหล่านี้ยังมีสัดส่วนครัวเรือนที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศค่อนข้างต่ำ จึงยังมีช่องว่างให้ตลาดเติบโตอีกมาก
ตลาดยุโรปยังโตได้อีก
แม้ยอดส่งออกจะเติบโตแรง แต่ตลาดยุโรปยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น ปัจจุบันครัวเรือนในยุโรปมีเครื่องปรับอากาศเพียงประมาณ 20% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ราว 37% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า หากสภาพอากาศยังร้อนขึ้นต่อเนื่อง ความต้องการเครื่องทำความเย็นก็มีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ยุโรปเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดของโลก โดยตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 0.53 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 2 เท่า
นั่นหมายความว่า ความต้องการระบบทำความเย็นอาจไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็นความต้องการระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
จากสินค้าฟุ่มเฟือย สู่ของจำเป็น
การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะด้านสภาพอากาศ แต่ยังเกิดขึ้นกับพฤติกรรมของผู้บริโภค เพราะในอดีต เครื่องปรับอากาศถูกมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับชาวยุโรป แต่ปัจจุบันเริ่มกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบ Heat Pump ที่สามารถให้ทั้งความเย็นในฤดูร้อนและความร้อนในฤดูหนาว
แนวโน้มนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของสหภาพยุโรปที่ต้องการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสนับสนุนระบบทำความร้อนและความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน
โอกาสของไทย มาพร้อมความท้าทาย
การเติบโตของตลาดยุโรปช่วยกระจายความเสี่ยงให้ผู้ส่งออกไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งการแข่งขันจากจีน สงครามการค้า และความผันผวนของตลาดหลัก
ข้อมูลยังพบว่า สัดส่วนการส่งออกเครื่องปรับอากาศของไทยไปยุโรป เพิ่มจาก 19.4% ของการส่งออกทั้งหมดในเดือนมกราคม เป็น 23.8% ในเดือนพฤษภาคม สะท้อนบทบาทของยุโรปที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ตลาดยุโรปเป็นหนึ่งในตลาดที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดที่สุด ผู้ผลิตจึงแข่งขันกันมากกว่าราคา แต่ต้องพัฒนาในด้าน
* ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน
* เทคโนโลยี Heat Pump
* การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
* การใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะในช่วงที่สหภาพยุโรปเดินหน้าจำกัดการใช้สารทำความเย็นที่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ทำให้ผู้ผลิตไทยจำเป็นต้องยกระดับจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องทำความเย็นคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์มาตรฐานโลก
วิกฤตของโลก อาจเป็นโอกาสของไทย
คลื่นความร้อนกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดเครื่องปรับอากาศของยุโรปอย่างชัดเจน และทำให้ประเทศไทยได้รับอานิสงส์ด้านการส่งออกในระยะสั้น
แต่ความท้าทายที่สำคัญกว่าคือ การรักษาโอกาสนี้ไว้ในระยะยาว หากผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศคุณภาพสูงที่สำคัญของโลกได้ในอนาคต
ที่มารูปภาพ : GPT Image OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
