ตำนานไวน์ซานโตรินีสั่นคลอน คลื่นความร้อน-ภัยแล้ง ทำผลผลิตทรุดหนัก

Share on Line Share on Facebook Share on X
ตำนานไวน์ซานโตรินีสั่นคลอน คลื่นความร้อน-ภัยแล้ง ทำผลผลิตทรุดหนัก

“เกาะซานโตรินี” ของกรีซ หนึ่งในแหล่งผลิตไวน์ชื่อดังของโลก กำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก หลังอุณหภูมิที่สูงขึ้นและภัยแล้งต่อเนื่องหลายปีทำให้ผลผลิตองุ่นลดลงอย่างมาก ต้นองุ่นอายุนับสิบปีเริ่มยืนต้นตาย ขณะที่ผู้ผลิตไวน์ต้องเร่งปรับตัวด้วยนวัตกรรมการจัดการน้ำ เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของไวน์ซานโตรินีและความอยู่รอดของอุตสาหกรรมในอนาคต

 

ในไร่องุ่นแห่งหนึ่งบนเกาะซานโตรินี ยานนิส บูทาริส ผู้ผลิตไวน์รุ่นที่ 6 ชี้ให้เห็นต้นองุ่นพันธุ์ดั้งเดิมที่ถูกถักเป็นรูปตะกร้า หรือ "คูลูรา" (Kouloura) ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ช่วยปกป้องผลองุ่นจากแสงแดดอันร้อนแรง ต้นองุ่นต้นนี้มีอายุยาวนานถึง 90 ปี แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานคลื่นความร้อนและภัยแล้งที่รุนแรงได้ จนยืนต้นตาย

 

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาที่กำลังลุกลามทั่วเกาะซานโตรินี หลังจากช่วงปี 2023-2025 ปริมาณฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ผลผลิตองุ่นลดลง ราคาวัตถุดิบพุ่งสูง การผลิตไวน์หดตัว และปัญหาการขาดแคลนน้ำทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของกรีซ จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฤดูร้อนร้อนจัดขึ้นและปริมาณฝนแปรปรวนมากกว่าเดิม


บูทาริสระบุว่า การขาดแคลนฝน ประกอบกับการที่หลายพื้นที่ถูกปล่อยร้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ไร่องุ่นเก่าแก่ทยอยตายลง อย่างไรก็ตาม โรงบ่มไวน์ของเขายังคงยึดมั่นในการรักษาวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม พร้อมทั้งปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง


สรุปข่าว

ภัยแล้งและคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังคุกคามไร่องุ่นบน “เกาะซานโตรินี” ของ “กรีซ” ทำให้ผลผลิตองุ่นลดลงอย่างหนัก ต้นทุนการผลิตและราคาไวน์พุ่งสูง ผู้ผลิตจึงเร่งนำนวัตกรรมจัดการน้ำและเทคนิคการเพาะปลูกใหม่มาใช้ เพื่อรักษาอุตสาหกรรมไวน์และรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต

“เกาะซานโตรินี” ของกรีซ หนึ่งในแหล่งผลิตไวน์ชื่อดังของโลก กำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก หลังอุณหภูมิที่สูงขึ้นและภัยแล้งต่อเนื่องหลายปีทำให้ผลผลิตองุ่นลดลงอย่างมาก ต้นองุ่นอายุนับสิบปีเริ่มยืนต้นตาย ขณะที่ผู้ผลิตไวน์ต้องเร่งปรับตัวด้วยนวัตกรรมการจัดการน้ำ เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของไวน์ซานโตรินีและความอยู่รอดของอุตสาหกรรมในอนาคต

 

ในไร่องุ่นแห่งหนึ่งบนเกาะซานโตรินี ยานนิส บูทาริส ผู้ผลิตไวน์รุ่นที่ 6 ชี้ให้เห็นต้นองุ่นพันธุ์ดั้งเดิมที่ถูกถักเป็นรูปตะกร้า หรือ "คูลูรา" (Kouloura) ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ช่วยปกป้องผลองุ่นจากแสงแดดอันร้อนแรง ต้นองุ่นต้นนี้มีอายุยาวนานถึง 90 ปี แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานคลื่นความร้อนและภัยแล้งที่รุนแรงได้ จนยืนต้นตาย

 

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาที่กำลังลุกลามทั่วเกาะซานโตรินี หลังจากช่วงปี 2023-2025 ปริมาณฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ผลผลิตองุ่นลดลง ราคาวัตถุดิบพุ่งสูง การผลิตไวน์หดตัว และปัญหาการขาดแคลนน้ำทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของกรีซ จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฤดูร้อนร้อนจัดขึ้นและปริมาณฝนแปรปรวนมากกว่าเดิม


บูทาริสระบุว่า การขาดแคลนฝน ประกอบกับการที่หลายพื้นที่ถูกปล่อยร้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ไร่องุ่นเก่าแก่ทยอยตายลง อย่างไรก็ตาม โรงบ่มไวน์ของเขายังคงยึดมั่นในการรักษาวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม พร้อมทั้งปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง


หนึ่งในแนวทางสำคัญคือโครงการนำร่องร่วมกับนักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อนำน้ำเสียจากบ้านเรือนและโรงแรมที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้รดน้ำไร่องุ่น แนวทางนี้ถูกนำมาใช้แล้วในบางพื้นที่ของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และถูกมองว่ามีความยั่งยืนและใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตน้ำจืดจากโรงงานแยกเกลือออกจากน้ำทะเล

 

นอกจากนี้ ยังมีการทดลองปลูกองุ่นเป็นแถวแทนการปลูกแบบดั้งเดิม เพื่อให้ระบบชลประทานมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการใช้นวัตกรรมดักจับไอน้ำในอากาศ โดยใช้วัสดุไฮโดรเจลดูดซับความชื้น ก่อนเปลี่ยนเป็นน้ำด้วยพลังงานความร้อนจากแผงโซลาร์เซลล์


ผลกระทบจากภัยแล้งสะท้อนชัดเจนผ่านตัวเลขการผลิตองุ่นพันธุ์อัสซีร์ติโก (Assyrtiko) ซึ่งเป็นองุ่นขึ้นชื่อของซานโตรินี โดยผลผลิตลดลงจากประมาณ 2,500 ตันในปี 2022 เหลือเพียง 500 ตันในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้โรงบ่มไวน์ต้องรับซื้อองุ่นจากเกษตรกรในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 10 ยูโร ซึ่งใกล้เคียงกับแหล่งผลิตไวน์ระดับโลกอย่างแคว้นแชมเปญของฝรั่งเศส ขณะที่องุ่นในพื้นที่ทางตอนเหนือของกรีซ ซึ่งได้รับผลกระทบจากความร้อนน้อยกว่า มีราคาราวกิโลกรัมละ 0.80 ยูโรเท่านั้น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันให้ราคาไวน์สูงขึ้นตามไปด้วย

 

ผู้ผลิตไวน์รายอื่นต่างเร่งปรับตัวเช่นกัน บางรายเริ่มปลูกองุ่นของตนเองแทนการรับซื้อจากเกษตรกร หลังผลผลิตในตลาดลดลงต่อเนื่อง ขณะที่บางแห่งพัฒนาระบบให้น้ำใต้ดินเพื่อลดการระเหย และปรับรูปแบบการค้างเถาองุ่นเพื่อให้ใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต่างจับตาผลการทดลองนำน้ำเสียกลับมาใช้ ซึ่งยังอยู่ระหว่างรอการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ

 

ปัญหาดังกล่าวยังสะท้อนการแข่งขันด้านทรัพยากรน้ำที่รุนแรงขึ้นบนเกาะซานโตรินี โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวนับล้านคนเดินทางมายังเกาะแห่งนี้ ทำให้ภาคเกษตร โรงแรม และธุรกิจบริการต่างต้องแย่งชิงทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่นายกเทศมนตรีซานโตรินีเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการควบคุมการก่อสร้างที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับปัญหาการท่องเที่ยวเกินขีดความสามารถของพื้นที่ ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติของเกาะ

 

วิกฤตโลกร้อนกำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมไวน์ของซานโตรินีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากไร่องุ่นอายุนับศตวรรษที่ทยอยยืนต้นตาย ไปจนถึงผลผลิตที่ลดลงและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตไวน์จึงต้องพึ่งพาทั้งนวัตกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของไวน์ซานโตรินี และสร้างความยั่งยืนให้กับการเกษตรท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters