
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับทำไมอุณหภูมิ 40°C ในยุโรปเท่ากับประเทศไทย...แต่ยุโรปมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าไทยมาก
แม้อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ในหลายประเทศของยุโรปจะเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิสูงสุดที่ประเทศไทยเผชิญเป็นประจำ แต่ผลกระทบกลับแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะจำนวนผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนที่ในยุโรปสูงกว่าไทยหลายเท่า สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลจากลักษณะภูมิอากาศ การปรับตัวของร่างกาย โครงสร้างพื้นฐาน และลักษณะประชากรที่แตกต่างกัน
สรุปข่าว
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับทำไมอุณหภูมิ 40°C ในยุโรปเท่ากับประเทศไทย...แต่ยุโรปมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าไทยมาก
แม้อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ในหลายประเทศของยุโรปจะเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิสูงสุดที่ประเทศไทยเผชิญเป็นประจำ แต่ผลกระทบกลับแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะจำนวนผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนที่ในยุโรปสูงกว่าไทยหลายเท่า สาเหตุสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลจากลักษณะภูมิอากาศ การปรับตัวของร่างกาย โครงสร้างพื้นฐาน และลักษณะประชากรที่แตกต่างกัน
ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ได้รับอิทธิพลจากทะเลและมหาสมุทร ทำให้อากาศร้อนมักมาพร้อมความชื้นสูง แม้ความชื้นจะทำให้เหงื่อระเหยได้ช้าและรู้สึกอบอ้าว แต่คนไทยอาศัยอยู่กับสภาพอากาศเช่นนี้มาตลอดทั้งปี ร่างกายจึงสามารถปรับตัวและมีกลไกในการระบายความร้อนผ่านการขับเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ยุโรปในช่วงฤดูร้อนมักเผชิญมวลอากาศร้อนและแห้งที่พัดขึ้นมาจากทะเลทรายในแอฟริกา เมื่อมีความกดอากาศสูงปกคลุม ความร้อนจะถูกกักเก็บไว้เหนือพื้นที่จนเกิดปรากฏการณ์คลื่นความร้อน (Heatwave) หรือโดมความร้อน (Heat Dome) ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ร่างกายสูญเสียน้ำได้มากโดยไม่รู้ตัว และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำและโรคลมแดด
อีกปัจจัยหนึ่งคือช่วงเวลากลางวันในฤดูร้อนของยุโรปยาวนานกว่าประเทศไทยอย่างมาก ทำให้พื้นดินและอาคารสะสมความร้อนต่อเนื่องหลายชั่วโมง ขณะเดียวกันอุณหภูมิในเวลากลางคืนหลายพื้นที่ก็ยังไม่ลดลงมากพอที่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากความร้อนที่สะสมมาตลอดวัน ความร้อนจึงสะสมต่อเนื่องหลายวันติดต่อกัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว
นอกจากนี้ ร่างกายของประชาชนในแต่ละภูมิภาคยังมีการปรับตัวต่อสภาพอากาศแตกต่างกัน คนไทยซึ่งคุ้นชินกับอากาศร้อนชื้นมาตลอดชีวิตสามารถรับมือกับอุณหภูมิสูงได้ดีกว่า ในทางตรงกันข้าม คนยุโรปส่วนใหญ่เติบโตในสภาพอากาศหนาวหรืออบอุ่น เมื่อเผชิญความร้อนจัด ระบบไหลเวียนโลหิตต้องทำงานหนักเพื่อระบายความร้อนผ่านการขยายหลอดเลือดและการขับเหงื่อ จึงมีโอกาสเกิดภาวะฮีทสโตรก โรคลมแดด รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดกำเริบได้ง่ายกว่า
โครงสร้างพื้นฐานก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญ บ้านเรือนและอาคารในยุโรปส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว โดยใช้ผนังอิฐหนาและฉนวนกันความเย็น เมื่อเกิดคลื่นความร้อน อาคารเหล่านี้จึงกลับกลายเป็นแหล่งสะสมความร้อน ทำให้อุณหภูมิภายในอาคารสูงต่อเนื่อง ประกอบกับหลายประเทศยังมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านและอาคารสาธารณะไม่แพร่หลาย เนื่องจากในอดีตมองว่าไม่จำเป็น อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและการใช้พลังงาน แตกต่างจากประเทศไทยที่เครื่องปรับอากาศกลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในบ้าน อาคารสำนักงาน และสถานที่สาธารณะจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน ยุโรปยังเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิร่างกายลดลง และมักมีโรคประจำตัว เมื่อเผชิญอากาศร้อนจัดเป็นเวลานานจึงมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตสูงกว่าคนวัยอื่น
ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat
ที่มารูปภาพ : NASA
