
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังแถลงข่าวเรื่อง การป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นนอมินี ณ ห้องม่วงเทพรัตน์ ชั้น 7 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้เข้มงวดกวดขันกับการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันปัญหานอมินี
ซึ่งในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา กรมฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า และปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งตรวจสอบธุรกิจเสี่ยงใน 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2) ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3) e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า 4) โรงแรมและรีสอร์ท 5) ธุรกิจการเกษตร และ 6) ธุรกิจก่อสร้าง
"จากการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี ทำให้เห็นพฤติการณ์ของชาวต่างชาติที่มักจะใช้ในการกระทำผิดฐานนอมินี คือ การใช้ผู้ทำบัญชีหรือพนักงานของสำนักงานบัญชี/สำนักงานกฎหมายที่ชาวต่างชาติจ้างให้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลมาเป็นผู้ถือหุ้นหรือใช้พนักงานคนไทยของธุรกิจต่างชาติเองเป็นผู้ถือหุ้น โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบได้แก่ 1) การจัดตั้งนิติบุคคลด้วยสัดส่วนคนไทยและคนต่างชาติ (51:49) 2) การจัดตั้งนิติบุคคลต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50% ขึ้นไป และ 3) การจัดตั้งนิติบุคคลด้วยคนไทย 100% เวลาต่อมาแก้ไขเป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติ รวมถึงการกำหนดให้กรรมการต่างชาติมีอำนาจ หรือกำหนดข้อบังคับให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติมีสิทธิมากกว่าผู้ถือหุ้นไทย"
สรุปข่าว
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังแถลงข่าวเรื่อง การป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นนอมินี ณ ห้องม่วงเทพรัตน์ ชั้น 7 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้เข้มงวดกวดขันกับการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันปัญหานอมินี
ซึ่งในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา กรมฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า และปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งตรวจสอบธุรกิจเสี่ยงใน 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2) ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3) e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า 4) โรงแรมและรีสอร์ท 5) ธุรกิจการเกษตร และ 6) ธุรกิจก่อสร้าง
"จากการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี ทำให้เห็นพฤติการณ์ของชาวต่างชาติที่มักจะใช้ในการกระทำผิดฐานนอมินี คือ การใช้ผู้ทำบัญชีหรือพนักงานของสำนักงานบัญชี/สำนักงานกฎหมายที่ชาวต่างชาติจ้างให้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลมาเป็นผู้ถือหุ้นหรือใช้พนักงานคนไทยของธุรกิจต่างชาติเองเป็นผู้ถือหุ้น โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบได้แก่ 1) การจัดตั้งนิติบุคคลด้วยสัดส่วนคนไทยและคนต่างชาติ (51:49) 2) การจัดตั้งนิติบุคคลต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50% ขึ้นไป และ 3) การจัดตั้งนิติบุคคลด้วยคนไทย 100% เวลาต่อมาแก้ไขเป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติ รวมถึงการกำหนดให้กรรมการต่างชาติมีอำนาจ หรือกำหนดข้อบังคับให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติมีสิทธิมากกว่าผู้ถือหุ้นไทย"
นอกจากนี้ การยกระดับมาตรการตรวจสอบก่อนจดทะเบียน กรมฯ ได้กำหนดให้ผู้ถือหุ้นไทยที่ลงทุนร่วมกับต่างชาติ โดยชาวต่างชาติที่ลงทุนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง (บริษัทยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย) ผู้ถือหุ้นคนไทยต้องแสดงหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน นับแต่วันที่ชำระเงินทุนหรือค่าหุ้น เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการลงทุนที่แท้จริง มาตรการนี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลง 51.05% (1 มกราคม - 31 มีนาคม 2569) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และหลังจากเพิ่มมาตรการยืนยันการลงทุนเพิ่มเติม
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ทำให้บริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงอีกถึง 65.22% (1 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2569) และเตรียมออกมาตรการเข้มเพิ่มเติม คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ 1 สิงหาคม 2569 (อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น) สำหรับมาตรการ หลังจดทะเบียนจัดตั้ง กรมฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลนิติบุคคล สำหรับกรรมการคนต่างชาติที่มีอำนาจลงนามในบริษัท การคัดกรองและจัดทำข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นสัดส่วน 0.01 - 49.99% และการวิเคราะห์พฤติกรรมของนิติบุคคลกลุ่มเป้าหมายที่เสี่ยงสูง"
"ผลจากการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี ซึ่งกรมฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 34 พื้นที่ ครอบคลุม 11 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และตาก ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 - 22 มิถุนายน 2569 รวมถึงกรมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีและงบการเงินของบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินี จำนวน 3,294 ราย พร้อมส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายต่อ
โดยส่งข้อมูลให้ *กรมสรรพากร ตรวจสอบภาษี 14,800 ราย *กรมที่ดิน 7,394 ราย *สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน 534 ราย *กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการตามกฎหมาย 2,236 ราย *กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) 2,257 ราย *สำนักงานประกันสังคม ตรวจสอบการส่งเงินสมทบลูกจ้าง 137 ราย ส่งข้อมูลนิติบุคคลเขตห้วยขวางให้ *กองบัญชาการตำรวจนครบาล จำนวน 53 ราย ส่งข้อมูลให้ *ชุดเฉพาะกิจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบเพิ่มเติม 2,713 ราย *สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตรวจสอบกรณีล้งมะพร้าวที่อาจมีพฤติกรรมฮั้วราคารับซื้ออีก 15 ราย *ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) 2,094 ราย
ท้ายสุดได้ดำเนินการตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) โดยได้ขยายผลตรวจสอบไปยังสำนักงานบัญชีในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว 8 จังหวัด (ชลบุรี เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา) พบสำนักงานบัญชี 29 สำนักงาน ผู้ทำบัญชี 140 คน เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 2,040 บริษัท โดยมูลค่าหุ้นรวม 2,528 ล้านบาท มีทั้งคนเดียวถือหุ้น 212 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม 247 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปด้วยแล้ว"
"การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานพันธมิตรรวม 23 หน่วยงาน ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 'ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี' ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ปราบปราม และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างยั่งยืน" อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย
- "SME D Bank" เผยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังระมัดระวังการก่อหนี้ใหม่
- “ศุภจี”พร้อมลุยมาตรการ "ปุ๋ยธงเขียว" และจ่อคลอด "แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง"
- เปิดปฏิบัติการแกะรอยนอมินีอันดามัน พบเครือข่ายถือครองที่ดินมูลค่าหลายร้อยล้าน
- ลุยปราบนอมินีอันดามัน พบ 66 บริษัท พัวพันถือครองที่ดินอำพราง
- "TMA"หนุนความน่าเชื่อถือไทยโตเชิงบวก
