เปิดปฏิบัติการแกะรอยนอมินีอันดามัน พบเครือข่ายถือครองที่ดินมูลค่าหลายร้อยล้าน

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิดปฏิบัติการแกะรอยนอมินีอันดามัน พบเครือข่ายถือครองที่ดินมูลค่าหลายร้อยล้าน

การขยายตัวของการลงทุนในพื้นที่ท่องเที่ยวชายฝั่งอันดามันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้จังหวัดภูเก็ตและกระบี่กลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนจากทั่วโลก แต่ท่ามกลางเม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามา หน่วยงานภาครัฐกำลังเร่งตรวจสอบธุรกิจบางส่วนที่อาจใช้โครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือการบริหารจัดการที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายไทย

ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมที่ดิน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัยในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่ ภายใต้ปฏิบัติการ "ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามัน" โดยมุ่งตรวจสอบเส้นทางการถือหุ้น การบริหารกิจการ และการถือครองที่ดินของบริษัทที่มีความเสี่ยงต่อการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542

จากการตรวจสอบพบบริษัทรวม 66 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยแบ่งเป็นบริษัทที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายต้องตรวจสอบเชิงลึก และบริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นซึ่งอาจต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินลงทุนและอำนาจการบริหารจัดการกิจการ

สรุปข่าว

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดปฏิบัติการตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัยในภูเก็ตและกระบี่ พบ 66 บริษัทเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายร้อยล้านบาท พร้อมขยายผลตรวจสอบเครือข่ายอีก 623 บริษัทใน 4 จังหวัดฝั่งอันดามัน

การขยายตัวของการลงทุนในพื้นที่ท่องเที่ยวชายฝั่งอันดามันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้จังหวัดภูเก็ตและกระบี่กลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนจากทั่วโลก แต่ท่ามกลางเม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามา หน่วยงานภาครัฐกำลังเร่งตรวจสอบธุรกิจบางส่วนที่อาจใช้โครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือการบริหารจัดการที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายไทย

ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมที่ดิน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัยในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่ ภายใต้ปฏิบัติการ "ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ฝั่งอันดามัน" โดยมุ่งตรวจสอบเส้นทางการถือหุ้น การบริหารกิจการ และการถือครองที่ดินของบริษัทที่มีความเสี่ยงต่อการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542

จากการตรวจสอบพบบริษัทรวม 66 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยแบ่งเป็นบริษัทที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายต้องตรวจสอบเชิงลึก และบริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นซึ่งอาจต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินลงทุนและอำนาจการบริหารจัดการกิจการ

ในจังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่พบบริษัท 10 แห่งที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน 4 แปลง รวมกว่า 2 ไร่ มูลค่าประมาณ 116 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังพบบริษัทอีก 39 แห่งที่มีโครงสร้างการถือหุ้นซึ่งต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถือครองที่ดินรวม 52 แปลง มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท รวมทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบในจังหวัดภูเก็ตมากกว่า 231 ล้านบาท

หนึ่งในจุดที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบคือธุรกิจโรงแรมและที่พักในพื้นที่อำเภอป่าตอง ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียน พบความเชื่อมโยงของบุคคลที่มีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในหลายบริษัท รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และกิจการอื่น ๆ ที่ใช้สถานประกอบการในพื้นที่เดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย

ส่วนในจังหวัดกระบี่ พบบริษัท 9 แห่งที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน 17 แปลง รวมกว่า 6 ไร่ มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท และพบบริษัทอีก 8 แห่งที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถือครองที่ดินอีก 8 แปลง มูลค่าราว 290 ล้านบาท รวมทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกระบี่กว่า 499 ล้านบาท

การตรวจสอบยังขยายไปถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีการถือครองที่ดินมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับทุนจดทะเบียนของบริษัท รวมถึงกรณีธุรกิจบริการที่มีกลุ่มลูกค้าเฉพาะทาง โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบความสัมพันธ์ของผู้ถือหุ้น แหล่งเงินลงทุน และบทบาทของผู้บริหาร เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามีการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยถือหุ้นแทนบุคคลต่างชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางธุรกิจและการใช้ทรัพยากรของประเทศ โดยกรมฯ จะสนับสนุนข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล งบการเงิน และข้อมูลผู้ถือหุ้นให้กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การเตรียมส่งข้อมูลบริษัทจำนวน 623 ราย ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ให้ชุดเฉพาะกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบเพิ่มเติม หลังพบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ทำบัญชีและบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งหรือสนับสนุนโครงสร้างธุรกิจที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบ

ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการติดตามเส้นทางการลงทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญ โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่การปิดกั้นการลงทุนจากต่างชาติ แต่เป็นการสร้างความโปร่งใสและให้การลงทุนดำเนินไปภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกัน เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์