กทม.เสี่ยง "เรนบอมบ์" เปิด 4 แผนรับมือน้ำท่วมซ้ำ
ในช่วงนี้แม้สถานการณ์น้ำเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่หลายพื้นที่น่าเป็นห่วง เช้าวันนี้ที่ผมเขียนบทความ ที่ตำบลบางกระเจ็ด อำเภอบางคล้า ฉะเชิงเทรา ชาวบ้านบางส่วนยังถูกตัดขาดจากภายนอกนานกว่า 20 วัน หรือแม้แต่ที่ปราจีนบุรี ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้างจากปัญหาน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีที่เป็นสีน้ำตาล ส่งกลิ่นเหม็น
เมื่อต้นสัปดาห์ผมมีโอกาสไปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญอีกท่าน เป็นอาจารย์ที่เราไม่เคยมีโอกาสพูดคุยด้วยมาก่อน แต่ได้ยินมาว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์ และการบริหารจัดการพื้นที่เมือง ในระหว่างการเดินทางไปพบอาจารย์ที่ มศว ผมมีคำถามตัวโตๆ ที่ค้างคาในใจ
"สรุปแล้ว กทม. หากเจอฝนหนักๆ ยังไงก็ไม่รอด เราต้องอยู่กับน้ำท่วมแบบนี้ตลอดไปจริงเหรอ"
ทันทีที่มาถึง มศว ผศ.ดร.สถาพร มนต์ประภัสสร รองคณบดีฝ่ายบริหารและทรัพยากรบุคคล อาจารย์ให้การต้อนรับทีมข่าวทีเอ็นเอ็น อย่างดี และพาเราขึ้นไปที่ห้องสัมภาษณ์
ทันทีที่พร้อม ผมเปิดคำถามที่คาใจทันที!!
อาจารย์สถาพร ตอบว่า หากพูดถึงความเสี่ยงที่ กทม. จะต้องเผชิญกับฝนหนักระดับ Rainbomb นั้นเราแทบจะเลี่ยงไม่ได้เลย และในอนาคตเรามีโอกาสเจอกับ Rainbomb ในจำนวนที่ถี่มากขึ้นอีก อีกหนึ่งเรื่องที่อาจารย์มองว่าสำคัญคือเรื่องสภาพภูมิประเทศของเราเป็นพื้นที่ "ชายฝั่งต่ำมาก" หรือที่เรียกว่า "Low-lying coastal area" สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงราว 1.50 เมตรเท่านั้น ในขณะที่เกณฑ์ความปลอดภัยควรจะสูงกว่าประมาณ 10 เมตร นอกจากนี้เรายังต้องเผชิญกับปัญหาโลกร้อน น้ำแข็งละลาย และลักษณะดินเหนียวของ กทม. ที่ทำให้น้ำซึมลงดินได้ยาก การรับมือจึงต้องมองใน 4 มิติสำคัญประกอบกัน ได้แก่ การลดน้ำต้นทาง เช่น การบริหารจัดการน้ำจากเขื่อน การเพิ่มทางผ่านและเร่งระบายน้ำผ่านการขุดลอกคูคลองและสร้างอุโมงค์ การมีพื้นที่รับน้ำ แก้มลิง รวมไปถึงอุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์เป็นเรื่องสำคัญ อาจารย์ย้ำว่าสิ่งสำคัญมากคือการที่เราต้องมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงทีหากมาตรการอื่นยังไม่เพียงพอ

สรุปข่าว
ในช่วงนี้แม้สถานการณ์น้ำเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่หลายพื้นที่น่าเป็นห่วง เช้าวันนี้ที่ผมเขียนบทความ ที่ตำบลบางกระเจ็ด อำเภอบางคล้า ฉะเชิงเทรา ชาวบ้านบางส่วนยังถูกตัดขาดจากภายนอกนานกว่า 20 วัน หรือแม้แต่ที่ปราจีนบุรี ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้างจากปัญหาน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีที่เป็นสีน้ำตาล ส่งกลิ่นเหม็น
เมื่อต้นสัปดาห์ผมมีโอกาสไปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญอีกท่าน เป็นอาจารย์ที่เราไม่เคยมีโอกาสพูดคุยด้วยมาก่อน แต่ได้ยินมาว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์ และการบริหารจัดการพื้นที่เมือง ในระหว่างการเดินทางไปพบอาจารย์ที่ มศว ผมมีคำถามตัวโตๆ ที่ค้างคาในใจ
"สรุปแล้ว กทม. หากเจอฝนหนักๆ ยังไงก็ไม่รอด เราต้องอยู่กับน้ำท่วมแบบนี้ตลอดไปจริงเหรอ"
ทันทีที่มาถึง มศว ผศ.ดร.สถาพร มนต์ประภัสสร รองคณบดีฝ่ายบริหารและทรัพยากรบุคคล อาจารย์ให้การต้อนรับทีมข่าวทีเอ็นเอ็น อย่างดี และพาเราขึ้นไปที่ห้องสัมภาษณ์
ทันทีที่พร้อม ผมเปิดคำถามที่คาใจทันที!!
อาจารย์สถาพร ตอบว่า หากพูดถึงความเสี่ยงที่ กทม. จะต้องเผชิญกับฝนหนักระดับ Rainbomb นั้นเราแทบจะเลี่ยงไม่ได้เลย และในอนาคตเรามีโอกาสเจอกับ Rainbomb ในจำนวนที่ถี่มากขึ้นอีก อีกหนึ่งเรื่องที่อาจารย์มองว่าสำคัญคือเรื่องสภาพภูมิประเทศของเราเป็นพื้นที่ "ชายฝั่งต่ำมาก" หรือที่เรียกว่า "Low-lying coastal area" สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงราว 1.50 เมตรเท่านั้น ในขณะที่เกณฑ์ความปลอดภัยควรจะสูงกว่าประมาณ 10 เมตร นอกจากนี้เรายังต้องเผชิญกับปัญหาโลกร้อน น้ำแข็งละลาย และลักษณะดินเหนียวของ กทม. ที่ทำให้น้ำซึมลงดินได้ยาก การรับมือจึงต้องมองใน 4 มิติสำคัญประกอบกัน ได้แก่ การลดน้ำต้นทาง เช่น การบริหารจัดการน้ำจากเขื่อน การเพิ่มทางผ่านและเร่งระบายน้ำผ่านการขุดลอกคูคลองและสร้างอุโมงค์ การมีพื้นที่รับน้ำ แก้มลิง รวมไปถึงอุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์เป็นเรื่องสำคัญ อาจารย์ย้ำว่าสิ่งสำคัญมากคือการที่เราต้องมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงทีหากมาตรการอื่นยังไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน คำฮิตติดเทรนด์ในตอนนี้อย่างพื้นที่ "แอ่งขนมครก" ก็กำลังเป็นจุดอ่อนสำคัญ เพราะมีลักษณะเป็นหลุมต่ำ ระบายน้ำยาก และซึมลงดินไม่ได้ ความต่ำนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากธรรมชาติหรือกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การก่อสร้างถนนที่สูงกว่าตัวชุมชน ยกตัวอย่างเช่นพื้นที่เคหะร่มเกล้าที่เป็นแอ่งขนมครก เวลาเกิดน้ำท่วมขัง การจะสูบน้ำออกไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเจอภาวะน้ำทะเลหนุนสูงด้วย ยิ่งแทบไม่มีที่ระบายน้ำไป แนวคิดเรื่องการทำ Sponge City หรือ เมืองฟองน้ำ จึงต้องทำควบคู่กับการขยายพื้นที่แก้มลิงและการมีเจ้าภาพบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง

สำหรับแนวคิดเรื่อง "เมืองฟองน้ำ" หรือ Sponge City หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่แท้จริงแล้วคือแนวคิดที่ดีในการสกัดและลดน้ำตั้งแต่ต้นทาง แทนที่จะปล่อยให้น้ำปริมาณมหาศาลทะลักเข้าเมืองทีเดียวจนระบบรับไม่ไหว ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ที่ออกแบบสนามกีฬารองรับน้ำ โดยเวลาปกติเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมแต่พอน้ำหลากจะเปลี่ยนเป็นพื้นที่รับน้ำ หรือไทเปที่ทำทางเท้าซึมน้ำได้อย่างรวดเร็ว ผมถามอาจารย์ต่อว่า
"แล้วแนวคิดที่ว่าแต่ละบ้านควรต้องมีพื้นที่สีเขียว มีหน้า มีต้นไม้ หรือแม้แต่โอ่งมังกรเพื่อรับน้ำ จะช่วยทำหน้าที่เป็น "จุดหน่วงน้ำ" ช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้บ้างไหม หรือว่ามันอาจเป็นการช่วยในสัดส่วนที่น้อยเกินไป จนไม่ได้มีผลอะไรที่น่าสนใจ"
อาจารย์สถาพรยิ้มและตอบว่า
"ไม่ใช่แค่ภาครัฐเท่านั้น แต่ทุกบ้านสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการปลูกหญ้าหรือต้นไม้เพื่อช่วยดูดซับน้ำ เพราะพลังเล็กๆ เมื่อมารวมกันก็จะช่วยกู้วิกฤตเมืองหลวงของเราได้"

จากการที่ได้คุยกับดร.สถาพร ผมมองว่าเรื่องการจัดการปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องยาก การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือ การศึกษา และงบประมาณ ในมิติหนึ่งเราคงหนีปัญหาน้ำไม่ได้ โดยเฉพาะหาก Rainbomb มาบ่อยขึ้น คิดดูแล้วจริงอย่างที่อาจารย์อธิบายไว้ เราสามารถบรรเทาได้ด้วย 4 มิติสำคัญ ท่องไว้ให้ขึ้นใจ 1. การลดน้ำต้นทาง 2. เพิ่มทางผ่านน้ำ 3. เร่งระบายน้ำ และ 4. ต้องช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ซึ่งแนวทางเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับไปสู่การอยู่ร่วมกับน้ำอย่างรู้เท่าทันและปลอดภัย
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์

- วิกฤตหลังน้ำท่วม! วัดจมน้ำ 1.5 เมตร คลองเน่า-ปลาตายเกลื่อน
- อากาศโลกปั่นป่วน! เอลนีโญถล่ม “ชิลี” เจอฝน 1 สัปดาห์ ตกในไม่กี่ชั่วโมง
- สินไหม 2 ล้าน! นายกฯ เป็นปธ. จ่ายเยียวยาประเดิมระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
- บทเรียนแก้น้ำท่วม จาก “ญี่ปุ่น” ทุ่มงบป้องกัน ดีกว่าจ่ายเยียวยา!
- 3 วิธีจัดการน้ำขัง ลดกลิ่นเหม็น ลดเสี่ยงเชื้อโรคหลังน้ำลด
