บทเรียนแก้น้ำท่วม จาก “ญี่ปุ่น” ทุ่มงบป้องกัน ดีกว่าจ่ายเยียวยา!

Share on Line Share on Facebook Share on X
บทเรียนแก้น้ำท่วม จาก “ญี่ปุ่น” ทุ่มงบป้องกัน  ดีกว่าจ่ายเยียวยา!

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่เผชิญฝนตกหนัก พายุไต้ฝุ่น และภัยธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง แต่เมืองใหญ่หลายแห่งกลับมีระบบจัดการน้ำที่ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการวางแผนระยะยาว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยพิบัติก่อนเกิดความเสียหาย แทนที่จะมุ่งแก้ไขและเยียวยาหลังเกิดน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว

 

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat ถึงแนวทางบริหารจัดการน้ำท่วมของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างระบบป้องกันและระบายน้ำขนาดใหญ่ ควบคู่กับการจัดการน้ำในเขตเมืองและการดูแลรักษาความสะอาดอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา


สรุปข่าว

ญี่ปุ่นรับมือฝนถล่มอย่างไร? เปิดเบื้องหลังระบบป้องกันน้ำท่วมยักษ์ เน้นป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย โดยญี่ปุ่นรับมือฝนตกหนักด้วยการลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วมล่วงหน้า โดยสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ สูบน้ำได้สูงสุด 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ยังพัฒนาอ่างเก็บน้ำใต้ดิน แยกระบบท่อระบายน้ำฝนกับน้ำเสีย และจัดการขยะอย่างเข้มงวด เพื่อลดปัญหาท่ออุดตันและน้ำท่วมขัง แม้ญี่ปุ่นยังเผชิญน้ำท่วมรุนแรงได้ แต่การลงทุนป้องกันล่วงหน้าช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหาย สะท้อนบทเรียนสำคัญว่าการป้องกันดีกว่ารอแก้ไขและเยียวยา

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่เผชิญฝนตกหนัก พายุไต้ฝุ่น และภัยธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง แต่เมืองใหญ่หลายแห่งกลับมีระบบจัดการน้ำที่ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการวางแผนระยะยาว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยพิบัติก่อนเกิดความเสียหาย แทนที่จะมุ่งแก้ไขและเยียวยาหลังเกิดน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว

 

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat ถึงแนวทางบริหารจัดการน้ำท่วมของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างระบบป้องกันและระบายน้ำขนาดใหญ่ ควบคู่กับการจัดการน้ำในเขตเมืองและการดูแลรักษาความสะอาดอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา


หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่นที่สุดของญี่ปุ่นคือ Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel หรือ G-Cans ระบบระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์บริเวณชานเมืองโตเกียว ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นมหาวิหารใต้ดิน เนื่องจากมีห้องควบคุมแรงดันน้ำขนาดมหึมาที่ประกอบด้วยเสาคอนกรีตจำนวน 59 ต้น เรียงรายอยู่ภายในจนมีลักษณะคล้ายอาคารมหาวิหาร

 

ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรับน้ำจากแม่น้ำสายเล็กที่มีระดับเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฝนตกหนัก โดยเบี่ยงน้ำลงสู่ปล่องคอนกรีตแนวดิ่งขนาดใหญ่ที่ลึกประมาณ 65 เมตร จากนั้นส่งน้ำผ่านอุโมงค์ใต้ดินความยาวประมาณ 6.3 กิโลเมตร ไปยังห้องควบคุมแรงดันน้ำ ก่อนใช้เครื่องสูบน้ำกำลังสูงที่ทำงานด้วยเครื่องยนต์กังหันก๊าซ ระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเอโดะ ด้วยกำลังสูบสูงสุดประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยลดปริมาณน้ำที่อาจเอ่อล้นเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและเขตเมืองโดยรอบ

 

นอกจากอุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์ ญี่ปุ่นยังลงทุนสร้างอ่างเก็บน้ำและถังพักน้ำใต้ดินตามสวนสาธารณะ สนามกีฬา และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ เพื่อรองรับน้ำฝนส่วนเกินในช่วงที่ฝนตกหนัก เมื่อปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำบางส่วนจะถูกกักเก็บไว้ใต้ดินชั่วคราว ก่อนทยอยระบายออกเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำลดลงหรือระบบระบายน้ำกลับมารองรับได้ตามปกติ

 

แนวทางดังกล่าวช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำพร้อมกัน และลดโอกาสเกิดน้ำท่วมขังบนถนน โดยบางพื้นที่ของญี่ปุ่นมีการพัฒนาระบบเพื่อรองรับฝนตกหนักระดับ 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง สะท้อนถึงความพยายามเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการรับมือกับฝนที่ตกหนักในระยะเวลาสั้น


อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการแยกระบบท่อระบายน้ำฝนออกจากท่อรวบรวมน้ำเสียในหลายพื้นที่ของเมือง เพื่อให้น้ำฝนสามารถระบายออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม ขณะที่น้ำเสียจากบ้านเรือนและอาคารต่าง ๆ จะถูกส่งเข้าสู่ระบบบำบัดก่อนปล่อยกลับสู่สิ่งแวดล้อม วิธีนี้ช่วยลดภาระของโรงบำบัดน้ำเสียในช่วงฝนตกหนัก และลดความเสี่ยงที่น้ำเสียจะเอ่อล้นขึ้นมาบนพื้นผิวถนน แม้ญี่ปุ่นยังมีบางพื้นที่ที่ใช้ระบบท่อระบายน้ำรวมอยู่ก็ตาม

 

ขณะเดียวกัน การจัดการขยะและการดูแลรักษาความสะอาดของเมืองก็มีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการคัดแยกขยะ การจัดเก็บขยะอย่างเป็นระบบ และการดูแลพื้นที่สาธารณะ เพื่อลดโอกาสที่เศษพลาสติก ถุงขยะ หรือวัสดุต่าง ๆ จะเข้าไปอุดตันตะแกรงและท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำระบายได้ช้าและเกิดน้ำท่วมขังในเขตเมือง

 

เมื่อระบบระบายน้ำได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงฝนตกหนัก อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องตรวจสอบและกำจัดเศษใบไม้ ตะกอน และวัสดุที่ถูกกระแสน้ำพัดพามาอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้จะมีระบบจัดการขยะที่ดี แต่ท่อระบายน้ำก็ยังมีโอกาสอุดตันได้

 

แนวทางการรับมือน้ำท่วมของญี่ปุ่นจึงไม่ได้พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของระบบระบายน้ำ การกักเก็บน้ำ การจัดการขยะ และการบริหารจัดการเมือง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลดความเสี่ยงและความเสียหายตั้งแต่ก่อนเกิดภัยพิบัติ

อย่างไรก็ตาม แม้ญี่ปุ่นจะมีเทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมที่ทันสมัยและลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ทั้งหมด เพราะหากเกิดฝนตกหนักเกินกว่าขีดความสามารถของระบบระบายน้ำ หรือเกิดพายุรุนแรงและแม่น้ำเอ่อล้น เมืองต่าง ๆ ก็ยังมีความเสี่ยงเผชิญอุทกภัยได้เช่นกัน

 

บทเรียนสำคัญจากญี่ปุ่นจึงเป็นการเปลี่ยนแนวคิดจากการรอรับมือความเสียหายหลังน้ำท่วม ไปสู่การลงทุนป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การวางผังเมือง การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และการสร้างความพร้อมให้ประชาชน เพราะการป้องกันที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติได้ในอนาคต

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters