กรุงเทพฯ เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำ นักวิชาการชี้ 4 แนวทางลดผลกระทบ

สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามว่า เมืองหลวงของประเทศไทยจะต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำอีกมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อเกิดฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น หรือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Rain Bomb ประกอบกับข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและระบบระบายน้ำของเมือง
รองศาสตราจารย์ ดร.สถาพร มนต์ประภัสสร รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้สัมภาษณ์กับ TNN NEWS ว่า กรุงเทพมหานครมีความเสี่ยงที่จะเผชิญน้ำท่วมต่อเนื่องในอนาคต เนื่องจากตั้งอยู่บนพื้นที่ชายฝั่งระดับต่ำ โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยเพียงประมาณ 1–1.5 เมตร ทำให้มีข้อจำกัดในการรองรับปริมาณน้ำจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม แม้กรุงเทพฯ จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงน้ำท่วมได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสียหายและผลกระทบต่อประชาชนได้ หากมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม
กรุงเทพฯ รับความเสี่ยงน้ำท่วม 3 ทาง พร้อมกัน
รศ.ดร.สถาพร อธิบายว่า ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครมีความซับซ้อน เนื่องจากต้องรับมือกับน้ำจาก 3 แหล่งสำคัญ ได้แก่ น้ำเหนือที่ไหลลงมาตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา น้ำทะเลหนุนที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ และฝนที่ตกลงมาโดยตรงในพื้นที่เมือง
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ยังเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน เนื่องจากอาจทำให้ความเสี่ยงจากน้ำหลายแหล่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Compound Effect
สำหรับปรากฏการณ์ Rain Bomb ซึ่งเป็นการเกิดฝนตกหนักมากในระยะเวลาสั้น นักวิชาการประเมินว่า ในอนาคตประเทศไทยมีโอกาสเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้ถี่ขึ้น โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ฝนตกสะสมประมาณ 300 มิลลิเมตรภายใน 3 วัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สูง และสร้างภาระให้ระบบระบายน้ำของเมือง
ขณะเดียวกัน ยังยกตัวอย่างเหตุการณ์ฝนตกหนักในประเทศจีนเมื่อปี 2564 ซึ่งมีปริมาณฝนสะสมราว 600 มิลลิเมตรภายใน 3 วัน เพื่ออธิบายว่าปริมาณฝนที่รุนแรงกว่าที่กรุงเทพฯ เคยเผชิญสามารถเกิดขึ้นได้ และเมืองจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่มีความรุนแรงมากขึ้น
สรุปข่าว
สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามว่า เมืองหลวงของประเทศไทยจะต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำอีกมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อเกิดฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น หรือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Rain Bomb ประกอบกับข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและระบบระบายน้ำของเมือง
รองศาสตราจารย์ ดร.สถาพร มนต์ประภัสสร รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้สัมภาษณ์กับ TNN NEWS ว่า กรุงเทพมหานครมีความเสี่ยงที่จะเผชิญน้ำท่วมต่อเนื่องในอนาคต เนื่องจากตั้งอยู่บนพื้นที่ชายฝั่งระดับต่ำ โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยเพียงประมาณ 1–1.5 เมตร ทำให้มีข้อจำกัดในการรองรับปริมาณน้ำจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม แม้กรุงเทพฯ จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงน้ำท่วมได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสียหายและผลกระทบต่อประชาชนได้ หากมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม
กรุงเทพฯ รับความเสี่ยงน้ำท่วม 3 ทาง พร้อมกัน
รศ.ดร.สถาพร อธิบายว่า ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครมีความซับซ้อน เนื่องจากต้องรับมือกับน้ำจาก 3 แหล่งสำคัญ ได้แก่ น้ำเหนือที่ไหลลงมาตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา น้ำทะเลหนุนที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ และฝนที่ตกลงมาโดยตรงในพื้นที่เมือง
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ยังเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน เนื่องจากอาจทำให้ความเสี่ยงจากน้ำหลายแหล่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Compound Effect
สำหรับปรากฏการณ์ Rain Bomb ซึ่งเป็นการเกิดฝนตกหนักมากในระยะเวลาสั้น นักวิชาการประเมินว่า ในอนาคตประเทศไทยมีโอกาสเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้ถี่ขึ้น โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ฝนตกสะสมประมาณ 300 มิลลิเมตรภายใน 3 วัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สูง และสร้างภาระให้ระบบระบายน้ำของเมือง
ขณะเดียวกัน ยังยกตัวอย่างเหตุการณ์ฝนตกหนักในประเทศจีนเมื่อปี 2564 ซึ่งมีปริมาณฝนสะสมราว 600 มิลลิเมตรภายใน 3 วัน เพื่ออธิบายว่าปริมาณฝนที่รุนแรงกว่าที่กรุงเทพฯ เคยเผชิญสามารถเกิดขึ้นได้ และเมืองจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่มีความรุนแรงมากขึ้น
เปิด 4 แนวทางลดความเสียหายจากน้ำท่วมกรุงเทพฯ
รศ.ดร.สถาพร เสนอว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งการบริหารจัดการออกเป็น 4 แนวทางสำคัญ
แนวทางแรก คือ การลดปริมาณน้ำตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการจัดเตรียมพื้นที่รองรับและกักเก็บน้ำฝน เพื่อชะลอไม่ให้น้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำพร้อมกัน
แนวทางที่สอง คือ การเพิ่มประสิทธิภาพทางผ่านของน้ำ ทั้งคลอง ทางระบายน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
แนวทางที่สาม คือ การเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ โดยเพิ่มประสิทธิภาพระบบสูบน้ำและการระบายน้ำบริเวณปลายทาง เพื่อช่วยลดระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง
ส่วนแนวทางที่สี่ คือ การลดผลกระทบต่อประชาชนในกรณีที่ปริมาณน้ำเกินขีดความสามารถของระบบป้องกันและระบายน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับ ทั้งการแจ้งเตือน การเตรียมพื้นที่ปลอดภัย และการอพยพประชาชนออกจากจุดเสี่ยงเมื่อมีความจำเป็น
นักวิชาการมองว่า ทั้ง 4 แนวทางต้องดำเนินการควบคู่กัน เพราะการพึ่งพาระบบสูบน้ำหรือการเพิ่มทางระบายน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับรับมือฝนตกหนักในอนาคต
เสนอแนวคิดเมืองฟองน้ำ เพิ่มพื้นที่สีเขียวรับน้ำฝน
อีกหนึ่งแนวทางที่ รศ.ดร.สถาพร ให้ความสำคัญ คือ การพัฒนาเมืองตามแนวคิด Sponge City หรือเมืองฟองน้ำ ซึ่งเน้นการใช้พื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่กักเก็บน้ำภายในเมือง เพื่อรองรับน้ำฝนและชะลอการไหลบ่าของน้ำ
แนวคิดดังกล่าวมีการนำไปใช้ในต่างประเทศ รวมถึงประเทศเดนมาร์ก โดยออกแบบพื้นที่สาธารณะให้สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งรับน้ำชั่วคราวในช่วงฝนตกหนัก ก่อนทยอยระบายออกเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
สำหรับกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีพื้นที่บางแห่งที่ได้รับการออกแบบให้ช่วยรองรับน้ำฝนอยู่แล้ว เช่น สวนเบญจกิติ ซึ่งมีพื้นที่ชุ่มน้ำและระบบกักเก็บน้ำ โดย รศ.ดร.สถาพร ระบุถึงความสามารถในการรองรับน้ำระดับกว่า 120,000 ลูกบาศก์เมตรตามข้อมูลที่กล่าวถึงในการสัมภาษณ์
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งออกแบบให้พื้นที่สีเขียวมีบทบาทในการรองรับและชะลอน้ำฝน ลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำในช่วงที่มีฝนตกหนัก
นอกจากนี้ พื้นที่ชุ่มน้ำหรือบึงขนาดเล็กภายในเมืองก็สามารถช่วยกักเก็บน้ำได้เช่นกัน แม้อาจมีขีดความสามารถไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่หากมีการกระจายพื้นที่รองรับน้ำอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพการจัดการน้ำในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม การขยายพื้นที่สีเขียวและพื้นที่รับน้ำในกรุงเทพฯ ยังมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมูลค่าที่ดินและต้นทุนการเวนคืนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้จำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกที่หลากหลายและผสมผสานมาตรการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
ทำไมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกจึงเสี่ยงน้ำท่วมมากกว่าบางพื้นที่
อีกประเด็นสำคัญที่นักวิชาการกล่าวถึง คือ ลักษณะทางธรณีวิทยาของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีชั้นดินเหนียวเป็นองค์ประกอบหลัก ส่งผลให้น้ำซึมผ่านลงสู่ดินได้ค่อนข้างช้า ขณะเดียวกันระดับน้ำใต้ดินในบางพื้นที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้การระบายน้ำตามธรรมชาติมีข้อจำกัด
โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มต่ำหลายแห่ง และเคยมีการใช้น้ำบาดาลในอดีต ประกอบกับการขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรรและชุมชนเมือง ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีปัจจัยเสี่ยงด้านน้ำท่วมที่ต้องให้ความสำคัญ
รศ.ดร.สถาพร อธิบายว่า เมื่อพิจารณาแผนที่ระดับความสูงของกรุงเทพฯ จะพบว่าพื้นที่ฝั่งตะวันออกหลายจุดมีระดับความสูงจากน้ำทะเลน้อยกว่าพื้นที่ทางตอนเหนือและฝั่งตะวันตก แม้แต่ละพื้นที่จะมีลักษณะเป็นแอ่งหรือมีระดับความสูงแตกต่างกันก็ตาม
ปัจจัยดังกล่าวทำให้พื้นที่ฝั่งตะวันออกมีข้อจำกัดทั้งด้านการระบายน้ำและการซึมผ่านของน้ำลงสู่ดิน จึงจำเป็นต้องพิจารณาลักษณะภูมิประเทศร่วมกับการออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วม
รับมือน้ำท่วมระยะยาว ต้องใช้หลายมาตรการร่วมกัน
รศ.ดร.สถาพร ย้ำว่า กรุงเทพมหานครยังมีโอกาสเผชิญน้ำท่วมจากฝนตกหนัก น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุนในอนาคต แต่ระดับความเสียหายสามารถลดลงได้ด้วยการวางระบบบริหารจัดการน้ำที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
การเพิ่มพื้นที่รับน้ำตามแนวคิดเมืองฟองน้ำ การปรับปรุงทางระบายน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องสูบน้ำ และการเตรียมมาตรการดูแลประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องดำเนินการร่วมกัน
ทั้งนี้ การเลือกใช้มาตรการต้องคำนึงถึงข้อจำกัดเฉพาะของกรุงเทพมหานคร ทั้งระดับความสูงของพื้นที่ สภาพดิน ระดับน้ำใต้ดิน และต้นทุนการใช้ที่ดิน เพื่อให้การลงทุนด้านการป้องกันน้ำท่วมเกิดประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อประชาชนได้ในระยะยาว
ที่มาข้อมูล : TNN
ที่มารูปภาพ : Thai News Pix
บรรณาธิการออนไลน์
