“รศ.ดร.สุชาติ” แนะต่อไทยช่วยไทยพลัส ปรับโมเดลหนุน SME เข้าระบบ

การพิจารณาต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” นอกจากเป้าหมายช่วยลดภาระค่าครองชีพและประคองกำลังซื้อของประชาชนแล้ว รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เสนอให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้ทบทวนรูปแบบและกลไกของมาตรการ โดยนำข้อมูลจากการดำเนินโครงการที่ผ่านมาใช้ประเมินประสิทธิภาพของเม็ดเงินภาครัฐให้ละเอียดขึ้น
ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นหลังจากกระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 พิจารณาขยายระยะเวลามาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” จากกำหนดเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยคาดว่าจะสามารถต่ออายุได้ประมาณ 2 เดือน และยังคงรูปแบบเดิม ท่ามกลางสถานการณ์สงคราม วิกฤตพลังงาน และระดับราคาสินค้าที่กระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน
ต่อมาตรการได้ แต่ควรใช้ข้อมูลปรับรูปแบบให้มีประสิทธิภาพ
รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งมีผลงานติดอันดับ World’s Top 2% Scientists 2025 จากการจัดอันดับโดย Stanford University สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การต่ออายุมาตรการยังมีเหตุผลรองรับ หากประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ โดยมาตรการที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาระประชาชนและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการต่อและใช้งบประมาณสาธารณะเพิ่มเติม ควรนำข้อมูลธุรกรรมจากช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาใช้ทบทวนรูปแบบและกลไก ไม่ควรพิจารณาเฉพาะวงเงินคงเหลือหรือระยะเวลาที่สามารถต่อมาตรการได้
รศ.ดร.สุชาติ ระบุว่า ไม่ได้เสนอให้รัฐบาลยุติ “ไทยช่วยไทยพลัส” หากสถานการณ์ค่าครองชีพยังมีความจำเป็น แต่เมื่อภาครัฐมีข้อมูลจากการดำเนินโครงการแล้ว ควรประเมินว่าเงินของรัฐทุก 1 บาท สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เท่าใด และมีส่วนใดที่สามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
สรุปข่าว
การพิจารณาต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” นอกจากเป้าหมายช่วยลดภาระค่าครองชีพและประคองกำลังซื้อของประชาชนแล้ว รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เสนอให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้ทบทวนรูปแบบและกลไกของมาตรการ โดยนำข้อมูลจากการดำเนินโครงการที่ผ่านมาใช้ประเมินประสิทธิภาพของเม็ดเงินภาครัฐให้ละเอียดขึ้น
ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นหลังจากกระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 พิจารณาขยายระยะเวลามาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” จากกำหนดเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยคาดว่าจะสามารถต่ออายุได้ประมาณ 2 เดือน และยังคงรูปแบบเดิม ท่ามกลางสถานการณ์สงคราม วิกฤตพลังงาน และระดับราคาสินค้าที่กระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน
ต่อมาตรการได้ แต่ควรใช้ข้อมูลปรับรูปแบบให้มีประสิทธิภาพ
รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งมีผลงานติดอันดับ World’s Top 2% Scientists 2025 จากการจัดอันดับโดย Stanford University สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การต่ออายุมาตรการยังมีเหตุผลรองรับ หากประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ โดยมาตรการที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาระประชาชนและเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการต่อและใช้งบประมาณสาธารณะเพิ่มเติม ควรนำข้อมูลธุรกรรมจากช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาใช้ทบทวนรูปแบบและกลไก ไม่ควรพิจารณาเฉพาะวงเงินคงเหลือหรือระยะเวลาที่สามารถต่อมาตรการได้
รศ.ดร.สุชาติ ระบุว่า ไม่ได้เสนอให้รัฐบาลยุติ “ไทยช่วยไทยพลัส” หากสถานการณ์ค่าครองชีพยังมีความจำเป็น แต่เมื่อภาครัฐมีข้อมูลจากการดำเนินโครงการแล้ว ควรประเมินว่าเงินของรัฐทุก 1 บาท สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เท่าใด และมีส่วนใดที่สามารถปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ยอดใช้จ่ายต้องดูควบคู่ “การบริโภคใหม่”
หนึ่งในประเด็นที่ รศ.ดร.สุชาติ เสนอให้พิจารณา คือ การวัดผลมาตรการไม่ควรใช้เพียงจำนวนผู้ใช้สิทธิหรือยอดเงินหมุนเวียน เนื่องจากในทางเศรษฐศาสตร์ “มูลค่าธุรกรรม” และ “มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใหม่” มีความแตกต่างกัน
รัฐบาลควรวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า งบประมาณที่ใช้สามารถสร้างการบริโภคใหม่ได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงติดตามว่าเงินดังกล่าวหมุนต่อไปสู่การสั่งซื้อสินค้า การผลิต การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศกี่ทอด เพื่อประเมินผลทวีคูณทางเศรษฐกิจของมาตรการ
ขณะเดียวกัน มาตรการที่มีวงเงินและกรอบเวลาการใช้สิทธิ อาจสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้เร่งใช้สิทธิให้ครบ รวมถึงต้องปิดช่องว่างที่อาจนำไปสู่การแปลงสิทธิเป็นเงินสด หรือการสร้างธุรกรรมที่ไม่ได้เกิดจากการซื้อขายจริง เพราะจะทำให้เม็ดเงินบางส่วนออกจากเป้าหมายของนโยบาย
หนุน SME จากยอดขายระยะสั้น สู่ความสามารถแข่งขันระยะยาว
ในมิติผู้ประกอบการ รศ.ดร.สุชาติ เห็นด้วยกับเป้าหมายของรัฐบาลในการกระจายเงินไปยังร้านค้ารายย่อย แต่เสนอให้เฟสต่อไปเพิ่มเป้าหมายด้านการพัฒนาศักยภาพของ SME ควบคู่กัน
ตัวชี้วัดควรครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาระบบบัญชี การเข้าสู่ระบบภาษี การมีประวัติธุรกรรมที่ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ ตลอดจนความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายตลาด
หากผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉพาะช่วงที่มาตรการดำเนินอยู่ แต่หลังโครงการสิ้นสุดกลับมาอยู่ในสถานะเดิม ผลของมาตรการอาจอยู่ในระดับการประคองยอดขาย มากกว่าการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการในระยะยาว
เสนอใช้มาตรการดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบ
อีกประเด็นคือการออกแบบแรงจูงใจระหว่างผู้ประกอบการในระบบและเศรษฐกิจนอกระบบ โดย รศ.ดร.สุชาติ มองว่า เงื่อนไขของมาตรการควรสนับสนุนให้ธุรกิจรายย่อยทยอยเข้าสู่ระบบบัญชีและภาษี มากกว่าทำให้การอยู่นอกระบบได้รับประโยชน์เหนือผู้ประกอบการที่จัดทำบัญชี เสียภาษี และมีมาตรฐานตรวจสอบได้
“เงินอุดหนุนของรัฐควรเป็นบันไดที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเดินจากเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่เศรษฐกิจในระบบ ไม่ใช่ทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่าการอยู่นอกระบบได้ประโยชน์มากกว่าการเข้าสู่ระบบ”
แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประโยชน์ของมาตรการในระยะยาว ทั้งด้านการพัฒนาผู้ประกอบการและการขยายฐานภาษีของประเทศ
เสนอโมเดลผสม เปิด Modern Trade บางส่วนเฉพาะสินค้าไทย
สำหรับข้อเสนอเกี่ยวกับการเปิดให้ Modern Trade เข้าร่วมโครงการ รศ.ดร.สุชาติ มองว่า ร้านค้ารายย่อย SME เกษตรกร และค้าปลีกสมัยใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เศรษฐกิจเดียวกัน โดย Modern Trade ยังเป็นช่องทางตลาดของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน OTOP และ SME ไทยจำนวนมาก
รัฐบาลจึงสามารถพิจารณา “รูปแบบผสม” โดยยังให้ประชาชนใช้สิทธิกับร้านค้ารายย่อยได้เต็มวงเงินตามเป้าหมายหลัก พร้อมเปิดให้ใช้สิทธิบางส่วนผ่าน Modern Trade ภายใต้เพดานและเงื่อนไขเฉพาะ เช่น จำกัดเฉพาะสินค้าเกษตรไทย สินค้า OTOP สินค้าวิสาหกิจชุมชน หรือผลิตภัณฑ์ของ SME ไทยที่อยู่ในระบบ
พร้อมกันนี้สามารถเชื่อมธุรกรรมเข้าสู่ระบบใบเสร็จและใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบเส้นทางของเงิน และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้น
ภายใต้แนวคิดนี้ Modern Trade จะทำหน้าที่เป็นช่องทางกระจายสินค้าและเชื่อมผู้ผลิตรายย่อยกับตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่ร้านค้าชุมชนยังคงเป็นช่องทางหลักในการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก
4 คำถามก่อนเดินหน้าเฟสใหม่
รศ.ดร.สุชาติ เสนอให้รัฐบาลใช้ฐานข้อมูลจากโครงการที่ผ่านมา ตอบโจทย์สำคัญอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ เงินรัฐ 1 บาทสร้างการบริโภคใหม่จริงเท่าใด เม็ดเงินหมุนต่อในเศรษฐกิจไทยกี่ทอด ผู้ประกอบการมีความสามารถแข่งขันเพิ่มขึ้นหรือเพียงมียอดขายเพิ่มชั่วคราว และมาตรการสามารถดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษีได้มากเพียงใด
หากสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ปรับรูปแบบ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟสต่อไป มาตรการจะมีเป้าหมายมากกว่าการบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้น โดยสามารถเชื่อมโยงไปสู่การเพิ่มตลาดให้ SME และเกษตรกร ส่งเสริมธุรกิจเข้าสู่ระบบ รวมถึงเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินไปสู่ภาคการผลิตและการจ้างงาน
รศ.ดร.สุชาติ ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้เงินภาครัฐก้อนเดียวกันสามารถสร้างประโยชน์ได้หลายระดับ ทั้งลดภาระประชาชน เพิ่มรายได้ผู้ประกอบการ สนับสนุนการผลิตและการจ้างงาน ตลอดจนเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
- ช่วยคนเปราะบางควบคู่ SME ดันธุรกิจอยู่ในระบบภาษี
- รัฐช่วยคนจน แต่อย่าทิ้ง “คนในระบบ” SME กับโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ
- 4 เหตุผล คนไทยต้องรู้! ทำไมรัฐบาลควรขยายร้านค้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันเศรษฐกิจ
- "ไทยช่วยไทยพลัส" พุ่งวันเดียวกว่า 800 ลบ.
- "ไทยช่วยไทยพลัส"เฟส 2 ใครได้สิทธิ์บ้าง เช็กได้ที่นี่ | เรื่องดีดีทั่วไทย | 23–9-69
บรรณาธิการออนไลน์
