ประชาชนจะเสียโอกาส? เปิด 4 เหตุผล ทำไม "ไทยช่วยไทย พลัส" ต้องมีร้านค้ารายใหญ่

ต้องรู้! เปิด 4 เหตุผล ทำไมรัฐบาลควรขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ให้ครอบคลุมร้านค้าระบบภาษี-นิติบุคคล โมเดิร์นเทรด
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอขยายขอบเขต “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ครอบคลุมร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีและนิติบุคคล รวมถึง Modern Trade และร้านสะดวกซื้อ ชี้ 4 เหตุผลสำคัญ ทั้งเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน กระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจ ช่วย SME-วิสาหกิจชุมชน และหนุนการจ้างงาน ประเมินหากขยายช่องทาง อาจเพิ่มยอดขายได้อีก 20-30%
นายณัฐ วงศ์พาณิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยถึงข้อเสนอของภาคค้าปลีกต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ว่า สมาคมฯ สนับสนุนมาตรการดังกล่าว เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อยังต้องการแรงกระตุ้น
สำหรับโครงการในระยะแรก มียอดใช้จ่ายสะสมผ่านโครงการจนถึงวันที่ 6 กันยายน 2569 ประมาณ 140,000 ล้านบาท ถือเป็นเม็ดเงินจำนวนมากที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ในมุมของสมาคมฯ ยังมีประเด็นที่ควรทบทวน โดยเฉพาะการจำกัดกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้เม็ดเงินส่วนใหญ่กระจายอยู่กับร้านค้าที่เข้าร่วม ขณะที่ร้านค้าซึ่งอยู่นอกโครงการได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเลือกใช้จ่ายกับร้านค้าที่สามารถใช้สิทธิได้
นายณัฐมองว่า หากรัฐบาลเดินหน้าเฟส 2 การขยายขอบเขตให้ครอบคลุมร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีและนิติบุคคล รวมถึง Modern Trade และร้านสะดวกซื้อ จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพและกระจายประโยชน์ได้กว้างขึ้น โดยมี 4 เหตุผลสำคัญ ดังนี้
1. เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน ใช้สิทธิได้เต็มที่มากขึ้น
นายณัฐ กล่าวว่า เหตุผลแรกคือเรื่องของผู้บริโภค เพราะ Modern Trade ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ มีสาขากระจายอยู่จำนวนมาก หากช่องทางเหล่านี้ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ประชาชนบางส่วนอาจเสียโอกาสในการใช้สิทธิ เนื่องจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไม่ได้กระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่หรือทุกทำเล
“ประชาชนบางทีก็ยังใช้ไม่ค่อยครบตามสิทธิที่ได้” เนื่องจากอาจไม่สามารถเข้าถึงร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้อย่างสะดวก
ดังนั้น การเพิ่มร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีและนิติบุคคลเข้ามาเป็นทางเลือก จะช่วยให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าในช่องทางที่มีอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการใช้สิทธิที่ได้รับอย่างเต็มประสิทธิภาพ
2. กระจายเม็ดเงินได้กว้างขึ้น คาดยอดขายเพิ่ม 20-30%
เหตุผลที่สองคือ การขยายช่องทางค้าปลีกจะช่วยให้เงินจากมาตรการกระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น
นายณัฐ กล่าวว่า หากโครงการสามารถครอบคลุมร้านค้าปลีก Modern Trade และร้านค้ารายย่อยที่อยู่ในระบบภาษี เชื่อว่าจำนวนเงินที่กระจายผ่านโครงการมีโอกาสเพิ่มขึ้น โดยประเมินว่าอาจทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20-30% หรือมากกว่านั้น
เนื่องจากช่องทาง Modern Trade และค้าปลีกสมัยใหม่มีเครือข่ายร้านค้าจำนวนมากและกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ การเปิดช่องทางเพิ่มเติมจึงทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้จ่ายมากขึ้น และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปยังธุรกิจในหลายพื้นที่ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
3. เงินถึง SME และวิสาหกิจชุมชนที่ขายผ่าน Modern Trade
เหตุผลที่สามคือผลต่อผู้ผลิตรายย่อย โดยเฉพาะ SME และวิสาหกิจชุมชน
นายณัฐ กล่าวว่า Modern Trade ไม่ได้มีเพียงธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาด โดยมีผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากนำสินค้าไปจำหน่ายผ่านช่องทางดังกล่าว
เมื่อกำลังซื้อในช่องทาง Modern Trade เพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสส่งต่อไปยังผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สินค้าไทยมีโอกาสเพิ่มยอดขายมากขึ้น
“ช่องทางโมเดิร์นเทรดเป็นช่องทางที่ช่วยขายของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงวิสาหกิจชุมชนเป็นแสนราย” นายณัฐกล่าว
ดังนั้น การเปิดให้ Modern Trade เข้าร่วมโครงการ จึงไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินจะตกอยู่กับผู้ค้าปลีกรายใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตรายย่อยและสินค้าในชุมชนที่ใช้ช่องทางดังกล่าวในการเข้าถึงผู้บริโภค
สรุปข่าว
ต้องรู้! เปิด 4 เหตุผล ทำไมรัฐบาลควรขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ให้ครอบคลุมร้านค้าระบบภาษี-นิติบุคคล โมเดิร์นเทรด
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอขยายขอบเขต “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ครอบคลุมร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีและนิติบุคคล รวมถึง Modern Trade และร้านสะดวกซื้อ ชี้ 4 เหตุผลสำคัญ ทั้งเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน กระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจ ช่วย SME-วิสาหกิจชุมชน และหนุนการจ้างงาน ประเมินหากขยายช่องทาง อาจเพิ่มยอดขายได้อีก 20-30%
นายณัฐ วงศ์พาณิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยถึงข้อเสนอของภาคค้าปลีกต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ว่า สมาคมฯ สนับสนุนมาตรการดังกล่าว เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อยังต้องการแรงกระตุ้น
สำหรับโครงการในระยะแรก มียอดใช้จ่ายสะสมผ่านโครงการจนถึงวันที่ 6 กันยายน 2569 ประมาณ 140,000 ล้านบาท ถือเป็นเม็ดเงินจำนวนมากที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ในมุมของสมาคมฯ ยังมีประเด็นที่ควรทบทวน โดยเฉพาะการจำกัดกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้เม็ดเงินส่วนใหญ่กระจายอยู่กับร้านค้าที่เข้าร่วม ขณะที่ร้านค้าซึ่งอยู่นอกโครงการได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเลือกใช้จ่ายกับร้านค้าที่สามารถใช้สิทธิได้
นายณัฐมองว่า หากรัฐบาลเดินหน้าเฟส 2 การขยายขอบเขตให้ครอบคลุมร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีและนิติบุคคล รวมถึง Modern Trade และร้านสะดวกซื้อ จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพและกระจายประโยชน์ได้กว้างขึ้น โดยมี 4 เหตุผลสำคัญ ดังนี้
1. เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน ใช้สิทธิได้เต็มที่มากขึ้น
นายณัฐ กล่าวว่า เหตุผลแรกคือเรื่องของผู้บริโภค เพราะ Modern Trade ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ มีสาขากระจายอยู่จำนวนมาก หากช่องทางเหล่านี้ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ประชาชนบางส่วนอาจเสียโอกาสในการใช้สิทธิ เนื่องจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไม่ได้กระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่หรือทุกทำเล
“ประชาชนบางทีก็ยังใช้ไม่ค่อยครบตามสิทธิที่ได้” เนื่องจากอาจไม่สามารถเข้าถึงร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้อย่างสะดวก
ดังนั้น การเพิ่มร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีและนิติบุคคลเข้ามาเป็นทางเลือก จะช่วยให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าในช่องทางที่มีอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการใช้สิทธิที่ได้รับอย่างเต็มประสิทธิภาพ
2. กระจายเม็ดเงินได้กว้างขึ้น คาดยอดขายเพิ่ม 20-30%
เหตุผลที่สองคือ การขยายช่องทางค้าปลีกจะช่วยให้เงินจากมาตรการกระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น
นายณัฐ กล่าวว่า หากโครงการสามารถครอบคลุมร้านค้าปลีก Modern Trade และร้านค้ารายย่อยที่อยู่ในระบบภาษี เชื่อว่าจำนวนเงินที่กระจายผ่านโครงการมีโอกาสเพิ่มขึ้น โดยประเมินว่าอาจทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20-30% หรือมากกว่านั้น
เนื่องจากช่องทาง Modern Trade และค้าปลีกสมัยใหม่มีเครือข่ายร้านค้าจำนวนมากและกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ การเปิดช่องทางเพิ่มเติมจึงทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้จ่ายมากขึ้น และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปยังธุรกิจในหลายพื้นที่ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
3. เงินถึง SME และวิสาหกิจชุมชนที่ขายผ่าน Modern Trade
เหตุผลที่สามคือผลต่อผู้ผลิตรายย่อย โดยเฉพาะ SME และวิสาหกิจชุมชน
นายณัฐ กล่าวว่า Modern Trade ไม่ได้มีเพียงธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญในการนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาด โดยมีผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากนำสินค้าไปจำหน่ายผ่านช่องทางดังกล่าว
เมื่อกำลังซื้อในช่องทาง Modern Trade เพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสส่งต่อไปยังผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สินค้าไทยมีโอกาสเพิ่มยอดขายมากขึ้น
“ช่องทางโมเดิร์นเทรดเป็นช่องทางที่ช่วยขายของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงวิสาหกิจชุมชนเป็นแสนราย” นายณัฐกล่าว
ดังนั้น การเปิดให้ Modern Trade เข้าร่วมโครงการ จึงไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินจะตกอยู่กับผู้ค้าปลีกรายใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตรายย่อยและสินค้าในชุมชนที่ใช้ช่องทางดังกล่าวในการเข้าถึงผู้บริโภค
4. หนุนธุรกิจในระบบภาษี-การจ้างงาน กระจายประโยชน์ทั่วระบบ
เหตุผลที่สี่คือผลต่อภาคธุรกิจและการจ้างงาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและอยู่ในระบบภาษี
นายณัฐ กล่าวว่า กลุ่มค้าปลีก ค้าส่ง Modern Trade และร้านสะดวกซื้อ เป็นธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษีและมีการจ้างงานจำนวนมาก แต่หากไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ก็อาจเสียโอกาสจากกำลังซื้อที่ถูกกระจายไปยังร้านค้าที่เข้าร่วมมาตรการ
การเปิดให้ธุรกิจกลุ่มนี้เข้าร่วม จึงมีโอกาสช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคค้าปลีก และส่งต่อไปยังการจ้างงาน ผู้ผลิต และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง
“ธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจที่สร้างการจ้างงานได้เยอะมาก และมีการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตรายย่อยได้เยอะ” นายณัฐกล่าว
เสนอรัฐเปิดกว้างร้านค้าในระบบภาษี
นายณัฐ กล่าวว่า ข้อเสนอหลักของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย คือ ขอให้ภาครัฐขยายขอบเขตโครงการให้ครอบคลุมผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง รวมถึง Modern Trade ค้าปลีกสมัยใหม่ และร้านสะดวกซื้อ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนและเพิ่มช่องทางการกระจายเม็ดเงิน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้ศักยภาพของ Modern Trade และร้านสะดวกซื้อในการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น การจัดโปรโมชั่นเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้สินค้าเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยพร้อมหารือกับกระทรวงการคลังในรายละเอียด ทั้งขอบเขตของผู้เข้าร่วมและแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้จริงและตรวจสอบได้
มองไตรมาส 4 บริโภคฟื้น รับท่องเที่ยว-มาตรการรัฐ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจช่วงโค้งสุดท้ายของปี นายณัฐมองว่า มีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยมีโอกาสคึกคักขึ้น
ประกอบกับการเดินหน้า “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” หากสามารถขยายช่องทางการเข้าถึงสินค้าและเปิดให้ร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ก็จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนได้อีกทางหนึ่ง
นายณัฐเชื่อว่า หากสามารถเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้มากขึ้น จะช่วยทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปรับตัวดีขึ้น และทำให้เม็ดเงินจากมาตรการกระจายไปยังผู้บริโภค ผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน ธุรกิจค้าปลีก และภาคแรงงานได้ครอบคลุมมากขึ้น
- ทรัมป์ลงนามกฎหมาย คว่ำบาตรรัสเซีย เรียกเก็บภาษีคู่ค้ารายใหญ่รัสเซียด้วย
- กลุ่มร้านอาหาร หนุนต่อ "ไทยช่วยไทยพลัส" เฟส 2 ชี้ควรเพิ่มร้านระบบภาษี นิติบุคคล
- หนี่เสี่ยงโลก!? "เนเธอร์แลนด์" ย้ายทองคำสำรอง จากสหรัฐฯ-แคนาดา เก็บลอนดอน
- การลงทุนไม่ได้หายไปไหน แต่มุ่งไปหาประเทศที่มีความพร้อม
- เป้ารัฐบาลไทย ดัน "หุ้นไทย" พุ่งทะลุ 2,000 จุด เพื่ออะไร? คนไทยจะได้อะไร?
ที่มาข้อมูล : TNN
ที่มารูปภาพ : CRG OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
