กลุ่มร้านอาหาร หนุนต่อ "ไทยช่วยไทยพลัส" เฟส 2 ชี้ควรเพิ่มร้านระบบภาษี นิติบุคคล

Share on Line Share on Facebook Share on X
กลุ่มร้านอาหาร หนุนต่อ "ไทยช่วยไทยพลัส" เฟส 2  ชี้ควรเพิ่มร้านระบบภาษี นิติบุคคล

ชมรมร้านอาหาร หนุนรัฐบาลต่อ "โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2"  เพิ่มอีก 2 เดือน ชี้ควรเพิ่มร้านระบบภาษี นิติบุคคล กระจายเงิน หมุนเวียนเศรษฐกิจ


นาย สตีฟ-สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมพิจารณาเดินหน้าโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' เฟส 2 ว่า เห็นว่ารัฐบาลควรเดินหน้าโครงการดังกล่าวต่ออีก 2 เดือน เนื่องจากมาตรการยังคงมีส่วนช่วยในการประคองการจับจ่ายและสร้างให้เกิดการซื้อขาย โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหาร ร้านค้ารายย่อย และผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง


นายสรเทพ กล่าวว่า อีกประเด็นที่รัฐควรพิจารณาคือร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเป็นนิติบุคคลไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านอาหารที่เป็นนิติบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันยังอาจได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเป็นส่วนใหญ่


 


สรุปข่าว

ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร หนุนรัฐบาลเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ต่ออีก 2 เดือน เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและประคองธุรกิจรายย่อย เสนอเปิดโอกาสให้ร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและนิติบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี เข้าร่วมโครงการได้ ชี้การใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจควรมุ่งสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบ พร้อมกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน

ชมรมร้านอาหาร หนุนรัฐบาลต่อ "โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2"  เพิ่มอีก 2 เดือน ชี้ควรเพิ่มร้านระบบภาษี นิติบุคคล กระจายเงิน หมุนเวียนเศรษฐกิจ


นาย สตีฟ-สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมพิจารณาเดินหน้าโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' เฟส 2 ว่า เห็นว่ารัฐบาลควรเดินหน้าโครงการดังกล่าวต่ออีก 2 เดือน เนื่องจากมาตรการยังคงมีส่วนช่วยในการประคองการจับจ่ายและสร้างให้เกิดการซื้อขาย โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหาร ร้านค้ารายย่อย และผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง


นายสรเทพ กล่าวว่า อีกประเด็นที่รัฐควรพิจารณาคือร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเป็นนิติบุคคลไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านอาหารที่เป็นนิติบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันยังอาจได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเป็นส่วนใหญ่


 


อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลมีแผนจะดึงเงินกู้ประมาณ 200,000 ล้านบาท ภายใต้พระราชบัญญัติเงินกู้ 4 แสนล้านบาท นั้น ควรออกแบบมาตรการให้สามารถสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น 


เนื่องจากการดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนได้รับวงเงินใช้จ่ายเพียงเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งมองว่ายังไม่เพียงพอที่จะสร้างการหมุนเวียนในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้น


ทั้งนี้ การกู้เงินเพื่อนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดผลเสียหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาจากความคุ้มค่าในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ รวมถึงต้องกำหนดกรอบระยะเวลาของมาตรการให้ชัดเจน โดยไม่ควรพึ่งพามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในลักษณะดังกล่าวเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : FB คนพระนคร OpenAI

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ