ทรัมป์ยึดกรีนแลนด์แล้วหรือไม่ ? หลังสหรัฐฯ ทำข้อตกลง และเตรียมเปิดฐานทัพเพิ่มอีก 2 แห่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทรัมป์ยึดกรีนแลนด์แล้วหรือไม่ ? หลังสหรัฐฯ ทำข้อตกลง และเตรียมเปิดฐานทัพเพิ่มอีก 2 แห่ง

“สหรัฐฯ จำเป็นต้องครอบครองกรีนแลนด์” นี่คือสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ พูดมาตลอด แต่ล่าสุด สหรัฐฯ กรีนแลนด์และเดนมาร์ก สามารถบรรลุข้อตกลง ซึ่งทำให้สหรัฐฯ เองเตรียมเปิดฐานทัพที่กรีนแลนด์เพิ่มอีกถึง 2 แห่ง

นี่หมายความว่าสหรัฐฯ ยึดกรีนแลนด์ได้หรือไม่ และข้อตกลงฉบับนี้ ส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ หรือความมั่นคงของสหรัฐฯ กับยุโรปอย่างไร  ?

การลงนามในข้อตกลงความมั่นคงร่วมไตรภาคีระหว่างสหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอาร์กติก หลังที่ผ่านมาทรัมป์ทั้งขู่ว่าจะยึด หรือผนวกกรีนแลนด์มาตลอด 

แต่ข้อตกลงความมั่นคงฉบับใหม่ที่ลงนามร่วมกันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ ยึดกรีนแลนด์ได้ แต่เป็นแค่การขยายขอบเขตและอิทธิพลทางทหารของสหรัฐฯ บนเกาะกรีนแลนด์เท่านั้น โดยข้อตกลงระบุชัดว่า จะไม่มีการยกดินแดนใดๆ ให้แก่สหรัฐฯ และยังยืนยันใน  "อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน" ของราชอาณาจักรเดนมาร์ก รวมถึงรับรอง "สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง" (Right to self-determination) ของประชาชนชาวกรีนแลนด์อย่างเต็มที่ 

ข้อตกลงความมั่นคงไตรภาคีฉบับใหม่นี้ เป็นการปรับปรุงและแก้ไข ข้อตกลงป้องกันประเทศปี 1951 (1951 Defense Agreement) ที่เคยทำไว้ระหว่างสหรัฐฯ และเดนมาร์ก โดยสหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้ปรับปรุง และขยายขอบเขตกิจกรรมในฐานทัพเดิม และได้รับอนุมัติให้จัดตั้งพื้นที่ป้องกันทางทหารเพิ่มเติมที่ นาร์ซาร์ซูอัค (Narsarsuaq) ทางตอนใต้ และ เมสเตอร์สวีก (Mestersvig) ทางตอนตะวันออก

ทั้งยังมอบสิทธิในการเข้าถึงให้เครื่องบินและเรือของสหรัฐฯ สามารถบินผ่าน จอด และสัญจรได้อย่างกว้างขวางทั่วกรีนแลนด์ น่านน้ำอาณาเขต และใต้น้ำ รวมถึงให้สิทธิจัดต้องระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ "Golden Dome" เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามจากขีปนาวุธทิ้งตัวให้แก่สหรัฐฯ และอเมริกาเหนือ ซึ่งกรีนแลนด์ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สั้นที่สุดในการเดินทางของขีปนาวุธระหว่างยุโรปและอเมริกาเหนือ

ข้อตกลงยังกำหนดห้ามไม่ให้ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เข้ามาตั้งฐานทัพทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นแบบใช้มนุษย์หรือไร้คนขับ หรือเข้ามามีกองกำลังประจำการอย่างถาวรในกรีนแลนด์ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทุกฝ่าย

และยังมีการวางมาตรการคัดกรองการลงทุนอย่างเข้มงวด โดยห้ามไม่ให้รัฐหรือนักลงทุนต่างชาตินอกกลุ่ม NATO, พาร์ตเนอร์ NATO และสหภาพยุโรป (EU) เข้ามาถือครองหุ้นหรือมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญใน "ภาคส่วนที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ" (Particularly Sensitive Sectors) เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และการสกัดทรัพยากรธรรมชาติ โดยให้รัฐบาลกรีนแลนด์เป็นผู้กำกับดูแลบังคับใช้ตามกฎหมายคัดกรองการลงทุน ถึงอย่างนั้น นักวิเคราะห์ก็มองว่า จุดนี้ อาจทำให้กรีนแลนด์อาจสูญเสียความยืดหยุ่นในการดึงดูดเงินลงทุนจากประเทศนอก NATO และ EU 

สรุปข่าว

ข้อตกลงความมั่นคงไตรภาคีฉบับใหม่ยืนยันว่าทรัมป์ไม่ได้ยึดหรือผนวกกรีนแลนด์ โดยตัวบทตกลงยังคงรับรองอธิปไตยของเดนมาร์กและสิทธิในการกำหนดใจตนเองของชาวกรีนแลนด์อย่างชัดเจน รายละเอียดสำคัญระบุให้สหรัฐฯ ขยายการตั้งฐานทัพทางทหารเพิ่มเติม พร้อมปรับปรุงฐานทัพเดิมและวางระบบป้องกันขีปนาวุธ ซึ่งสหรัฐฯ ได้ประโยชน์ทางยุทธศาสตร์อย่างมหาศาล

“สหรัฐฯ จำเป็นต้องครอบครองกรีนแลนด์” นี่คือสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ พูดมาตลอด แต่ล่าสุด สหรัฐฯ กรีนแลนด์และเดนมาร์ก สามารถบรรลุข้อตกลง ซึ่งทำให้สหรัฐฯ เองเตรียมเปิดฐานทัพที่กรีนแลนด์เพิ่มอีกถึง 2 แห่ง

นี่หมายความว่าสหรัฐฯ ยึดกรีนแลนด์ได้หรือไม่ และข้อตกลงฉบับนี้ ส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ หรือความมั่นคงของสหรัฐฯ กับยุโรปอย่างไร  ?

การลงนามในข้อตกลงความมั่นคงร่วมไตรภาคีระหว่างสหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอาร์กติก หลังที่ผ่านมาทรัมป์ทั้งขู่ว่าจะยึด หรือผนวกกรีนแลนด์มาตลอด 

แต่ข้อตกลงความมั่นคงฉบับใหม่ที่ลงนามร่วมกันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ ยึดกรีนแลนด์ได้ แต่เป็นแค่การขยายขอบเขตและอิทธิพลทางทหารของสหรัฐฯ บนเกาะกรีนแลนด์เท่านั้น โดยข้อตกลงระบุชัดว่า จะไม่มีการยกดินแดนใดๆ ให้แก่สหรัฐฯ และยังยืนยันใน  "อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน" ของราชอาณาจักรเดนมาร์ก รวมถึงรับรอง "สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง" (Right to self-determination) ของประชาชนชาวกรีนแลนด์อย่างเต็มที่ 

ข้อตกลงความมั่นคงไตรภาคีฉบับใหม่นี้ เป็นการปรับปรุงและแก้ไข ข้อตกลงป้องกันประเทศปี 1951 (1951 Defense Agreement) ที่เคยทำไว้ระหว่างสหรัฐฯ และเดนมาร์ก โดยสหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้ปรับปรุง และขยายขอบเขตกิจกรรมในฐานทัพเดิม และได้รับอนุมัติให้จัดตั้งพื้นที่ป้องกันทางทหารเพิ่มเติมที่ นาร์ซาร์ซูอัค (Narsarsuaq) ทางตอนใต้ และ เมสเตอร์สวีก (Mestersvig) ทางตอนตะวันออก

ทั้งยังมอบสิทธิในการเข้าถึงให้เครื่องบินและเรือของสหรัฐฯ สามารถบินผ่าน จอด และสัญจรได้อย่างกว้างขวางทั่วกรีนแลนด์ น่านน้ำอาณาเขต และใต้น้ำ รวมถึงให้สิทธิจัดต้องระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ "Golden Dome" เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามจากขีปนาวุธทิ้งตัวให้แก่สหรัฐฯ และอเมริกาเหนือ ซึ่งกรีนแลนด์ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สั้นที่สุดในการเดินทางของขีปนาวุธระหว่างยุโรปและอเมริกาเหนือ

ข้อตกลงยังกำหนดห้ามไม่ให้ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เข้ามาตั้งฐานทัพทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นแบบใช้มนุษย์หรือไร้คนขับ หรือเข้ามามีกองกำลังประจำการอย่างถาวรในกรีนแลนด์ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทุกฝ่าย

และยังมีการวางมาตรการคัดกรองการลงทุนอย่างเข้มงวด โดยห้ามไม่ให้รัฐหรือนักลงทุนต่างชาตินอกกลุ่ม NATO, พาร์ตเนอร์ NATO และสหภาพยุโรป (EU) เข้ามาถือครองหุ้นหรือมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญใน "ภาคส่วนที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ" (Particularly Sensitive Sectors) เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และการสกัดทรัพยากรธรรมชาติ โดยให้รัฐบาลกรีนแลนด์เป็นผู้กำกับดูแลบังคับใช้ตามกฎหมายคัดกรองการลงทุน ถึงอย่างนั้น นักวิเคราะห์ก็มองว่า จุดนี้ อาจทำให้กรีนแลนด์อาจสูญเสียความยืดหยุ่นในการดึงดูดเงินลงทุนจากประเทศนอก NATO และ EU 

ข้อตกลงนี้ถูกออกแบบให้เป็น "ข้อตกลงที่ไร้กำหนดหมดอายุ" (Infinite Life Agreement) หรือความตกลงถาวร ซึ่งต่างจากข้อตกลงเก่า ที่หากยุติลงหากเดนมาร์กออกจากสมาชิก NATO

ภายหลังทรัมป์ได้ประกาศว่า ข้อตกลงนี้ยอดเยี่ยมมากกับทั้งยุโรป สหรัฐฯ และกรีนแลนด์ “ไม่มีศัตรูของสหรัฐฯ คนใดจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาตั้งกำลังทหารหรือลงทุนในจุดที่อ่อนไหวได้อีกต่อไปหากปราศจากการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากเรา" ทรัมป์กล่าว

โดยแม้ว่าทรัมป์จะไม่สามารถยึดดินแดนมาเป็นของสหรัฐฯ ได้โดยตรง แต่ในทางยุทธศาสตร์และการทหาร สหรัฐฯ ถือว่าได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล และบรรลุเป้าหมายหลักแทบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการขยายขีดความสามารถทางทหาร, สิทธิการยับยั้ง (Veto Power) ทางอ้อม ไม่ให้จีน หรือรัสเซียเข้ามาปักหลัก และเสริมความมั่นคงให้อเมริกาเหนือ

ขณะที่ Mikkel Vedby Rasmussen ศาสตราจารย์ชาวเดนมาร์ก ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนวิเคราะห์ว่า แม้วิกฤตฉุกเฉินจะคลี่คลายลงแล้ว แต่เขาก็ไม่คิดว่าความขัดแย้งจะจบลง เพราะข้อตกลงนี้อาจถูกนำมาใช้เบีบบังคับให้กรีนแลนด์และเดนมาร์กต้องยอมยินยอมข้อตกลงเพิ่มเติมในอนาคต หากฝ่ายอเมริกันต้องการ

ที่มาข้อมูล : BBC, al jazeera, reuters, times, CNBC

ที่มารูปภาพ : reuters