รัฐช่วยคนจน แต่อย่าทิ้ง “คนในระบบ” SME กับโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ

มาตรการช่วยค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อ เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน พร้อมเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ตั้งแต่โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในปี 2568 ต่อเนื่องถึง “ไทยช่วยไทย พลัส” ในปี 2569 แนวทางสำคัญคือการใช้เงินภาครัฐร่วมสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชน และกระจายรายได้ไปยังร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
ข้อมูลจากภาครัฐระบุว่า “คนละครึ่งพลัส” ปี 2568 ใช้งบประมาณไม่เกินประมาณ 43,172 ล้านบาท โดยผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ได้รับวงเงินสูงสุด 2,400 บาท ส่วนประชาชนทั่วไปได้รับสูงสุด 2,000 บาท
รัฐบาลระบุว่า การกำหนดวงเงินสำหรับผู้ยื่นแบบภาษีในระดับที่สูงกว่า มีเป้าหมายส่วนหนึ่งเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี
ขณะที่ “ไทยช่วยไทย พลัส” ปี 2569 ใช้แนวทางรัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% โดยมีเป้าหมายบรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อ และช่วยเพิ่มรายได้ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
SME ในระบบ เชื่อมโยงเศรษฐกิจหลายระดับ
นอกเหนือจากการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบมาตรการ คือบทบาทของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่อยู่ในระบบภาษี
ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีทั้งการจดทะเบียนธุรกิจ การจัดทำบัญชี การยื่นภาษี รวมถึงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
กิจกรรมของ SME ยังเชื่อมโยงกับห่วงโซ่เศรษฐกิจ หรือ Value Chain ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ โรงงาน ผู้จัดจำหน่าย ระบบขนส่ง ร้านค้า ไปจนถึงผู้บริโภค
เมื่อธุรกิจอยู่ในระบบ ธุรกรรมทางเศรษฐกิจสามารถถูกบันทึกและตรวจสอบได้ ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งจะกลับมาเป็นรายได้ของรัฐผ่านภาษีประเภทต่าง ๆ
การประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงไม่ได้มีเฉพาะมูลค่าการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการหมุนเวียนของเงิน การสร้างรายได้ การจ้างงาน และผลต่อฐานภาษีในระยะต่อไป
สรุปข่าว
มาตรการช่วยค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อ เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน พร้อมเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ตั้งแต่โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในปี 2568 ต่อเนื่องถึง “ไทยช่วยไทย พลัส” ในปี 2569 แนวทางสำคัญคือการใช้เงินภาครัฐร่วมสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชน และกระจายรายได้ไปยังร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
ข้อมูลจากภาครัฐระบุว่า “คนละครึ่งพลัส” ปี 2568 ใช้งบประมาณไม่เกินประมาณ 43,172 ล้านบาท โดยผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ได้รับวงเงินสูงสุด 2,400 บาท ส่วนประชาชนทั่วไปได้รับสูงสุด 2,000 บาท
รัฐบาลระบุว่า การกำหนดวงเงินสำหรับผู้ยื่นแบบภาษีในระดับที่สูงกว่า มีเป้าหมายส่วนหนึ่งเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี
ขณะที่ “ไทยช่วยไทย พลัส” ปี 2569 ใช้แนวทางรัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% โดยมีเป้าหมายบรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อ และช่วยเพิ่มรายได้ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
SME ในระบบ เชื่อมโยงเศรษฐกิจหลายระดับ
นอกเหนือจากการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบมาตรการ คือบทบาทของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่อยู่ในระบบภาษี
ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีทั้งการจดทะเบียนธุรกิจ การจัดทำบัญชี การยื่นภาษี รวมถึงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
กิจกรรมของ SME ยังเชื่อมโยงกับห่วงโซ่เศรษฐกิจ หรือ Value Chain ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ โรงงาน ผู้จัดจำหน่าย ระบบขนส่ง ร้านค้า ไปจนถึงผู้บริโภค
เมื่อธุรกิจอยู่ในระบบ ธุรกรรมทางเศรษฐกิจสามารถถูกบันทึกและตรวจสอบได้ ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งจะกลับมาเป็นรายได้ของรัฐผ่านภาษีประเภทต่าง ๆ
การประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงไม่ได้มีเฉพาะมูลค่าการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการหมุนเวียนของเงิน การสร้างรายได้ การจ้างงาน และผลต่อฐานภาษีในระยะต่อไป
โจทย์ต่อไป ทำอย่างไรให้ SME อยากเข้าสู่ระบบ
มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเปิดโอกาสให้ร้านค้ารายย่อยเข้าถึงกำลังซื้อจากภาครัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยกระจายเม็ดเงินไปสู่เศรษฐกิจฐานราก
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งคือการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี เนื่องจาก SME ที่ดำเนินธุรกิจในระบบมีต้นทุนทั้งการจัดทำบัญชี การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และภาระภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
หากภาครัฐต้องการเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการในระบบ การกำหนดสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับการเข้าสู่ระบบจึงเป็นอีกแนวทางที่สามารถนำมาพิจารณา
ตัวอย่างเช่น การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อและการค้ำประกัน การสนับสนุนการลงทุนด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ การเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือในช่วงวิกฤต
จับตาความเสี่ยงรายได้นอกระบบ
อีกประเด็นที่เกี่ยวข้อง คือแรงจูงใจในการเปิดเผยรายได้ของผู้ประกอบการ หากการเข้าสู่ระบบเพิ่มต้นทุนของธุรกิจ แต่ประโยชน์ที่ได้รับจากการอยู่ในระบบยังไม่ชัดเจน อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการในการจดทะเบียนหรือเปิดเผยรายได้
ประเด็นดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการขยายฐานภาษีของประเทศในระยะยาว ทำให้การออกแบบนโยบายต้องสร้างสมดุลระหว่างการกำกับดูแลตามกฎหมาย กับการสร้างประโยชน์จากการเข้าสู่ระบบให้เห็นเป็นรูปธรรม
เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ กับ “ภาษีสะท้อนกลับ”
อีกแนวคิดหนึ่งในการประเมินมาตรการ คือ “Tax Return Loop” หรือวงจรภาษีสะท้อนกลับ ซึ่งมองถึงการหมุนเวียนของเงินภาครัฐหลังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
เมื่อรัฐนำเงินเข้าสู่ระบบ ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่ม ร้านค้ามีรายได้ ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ได้รับคำสั่งซื้อ เกิดการผลิตและการจ้างงาน ก่อนที่รายได้บางส่วนจะกลับเข้าสู่ภาครัฐผ่านระบบภาษี
หากเงินสามารถหมุนเวียนผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายทอด ผลของมาตรการก็จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการบริโภคครั้งแรก แต่เชื่อมโยงไปถึงการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของภาครัฐด้วย
ช่วยกลุ่มเปราะบาง ควบคู่สร้างแรงจูงใจเข้าระบบ
การดูแลประชาชนรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางยังเป็นภารกิจของภาครัฐ โดยระบบคุ้มครองทางสังคม หรือ Social Protection มีบทบาทในการลดผลกระทบจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน การสร้าง Formalization Incentive หรือแรงจูงใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ สามารถดำเนินการควบคู่กันได้
กรณี “คนละครึ่งพลัส” ที่กำหนดวงเงินสำหรับผู้ยื่นแบบภาษีสูงกว่าประชาชนทั่วไป เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเชื่อมสิทธิประโยชน์เข้ากับการเข้าสู่ระบบภาษี
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป คือแนวทางลักษณะดังกล่าวจะสามารถขยายไปสู่ผู้ประกอบการและ SME ฝั่งร้านค้าได้มากน้อยเพียงใด โดยยังเปิดโอกาสให้ร้านค้ารายเล็กและประชาชนฐานรากเข้าถึงมาตรการของรัฐ
SME ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะการจ่ายภาษี
SME ที่อยู่ในระบบยังมีบทบาทด้านการจ้างงาน การจ่ายค่าจ้าง การซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการรายอื่น การลงทุน และการจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคม
การสนับสนุนให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตจึงสามารถดำเนินการผ่านเครื่องมือหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ ไปจนถึงโอกาสทางธุรกิจ
การออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปจึงมีโจทย์ทั้งการช่วยเหลือประชาชน การกระจายรายได้สู่ธุรกิจรายย่อย และการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ
หากสามารถเชื่อมทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน เม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐจะไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการขยายฐานภาษีของประเทศในระยะยาว
- 4 เหตุผล คนไทยต้องรู้! ทำไมรัฐบาลควรขยายร้านค้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันเศรษฐกิจ
- "ไทยช่วยไทยพลัส" พุ่งวันเดียวกว่า 800 ลบ.
- "ไทยช่วยไทยพลัส"เฟส 2 ใครได้สิทธิ์บ้าง เช็กได้ที่นี่ | เรื่องดีดีทั่วไทย | 23–9-69
- ถอดแนวคิดนักวิชาการ-เอกชนหนุน “ร้านในระบบภาษี” ร่วมไทยช่วยไทย พลัส
- นักเศรษฐศาสตร์เสนอรัฐบาล ขยายสิทธิธุรกิจร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ” หนุนเศรษฐกิจวงกว้าง
บรรณาธิการออนไลน์
