รัฐช่วยคนจน แต่อย่าทิ้ง “คนในระบบ” SME กับโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ

Share on Line Share on Facebook Share on X
รัฐช่วยคนจน แต่อย่าทิ้ง “คนในระบบ” SME กับโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ

มาตรการช่วยค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อ เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน พร้อมเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

ตั้งแต่โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในปี 2568 ต่อเนื่องถึง “ไทยช่วยไทย พลัส” ในปี 2569 แนวทางสำคัญคือการใช้เงินภาครัฐร่วมสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชน และกระจายรายได้ไปยังร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

ข้อมูลจากภาครัฐระบุว่า “คนละครึ่งพลัส” ปี 2568 ใช้งบประมาณไม่เกินประมาณ 43,172 ล้านบาท โดยผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ได้รับวงเงินสูงสุด 2,400 บาท ส่วนประชาชนทั่วไปได้รับสูงสุด 2,000 บาท

รัฐบาลระบุว่า การกำหนดวงเงินสำหรับผู้ยื่นแบบภาษีในระดับที่สูงกว่า มีเป้าหมายส่วนหนึ่งเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี

ขณะที่ “ไทยช่วยไทย พลัส” ปี 2569 ใช้แนวทางรัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% โดยมีเป้าหมายบรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อ และช่วยเพิ่มรายได้ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

SME ในระบบ เชื่อมโยงเศรษฐกิจหลายระดับ

นอกเหนือจากการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบมาตรการ คือบทบาทของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่อยู่ในระบบภาษี

ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีทั้งการจดทะเบียนธุรกิจ การจัดทำบัญชี การยื่นภาษี รวมถึงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

กิจกรรมของ SME ยังเชื่อมโยงกับห่วงโซ่เศรษฐกิจ หรือ Value Chain ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ โรงงาน ผู้จัดจำหน่าย ระบบขนส่ง ร้านค้า ไปจนถึงผู้บริโภค

เมื่อธุรกิจอยู่ในระบบ ธุรกรรมทางเศรษฐกิจสามารถถูกบันทึกและตรวจสอบได้ ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งจะกลับมาเป็นรายได้ของรัฐผ่านภาษีประเภทต่าง ๆ

การประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงไม่ได้มีเฉพาะมูลค่าการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการหมุนเวียนของเงิน การสร้างรายได้ การจ้างงาน และผลต่อฐานภาษีในระยะต่อไป

สรุปข่าว

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจาก “คนละครึ่งพลัส” ถึง “ไทยช่วยไทย พลัส” มีเป้าหมายช่วยค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ขณะที่อีกโจทย์คือการสร้างแรงจูงใจให้ SME เข้าสู่ระบบ ผ่านการเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี ทักษะ และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการจ้างงานและฐานภาษีในระยะยาว

มาตรการช่วยค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อ เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน พร้อมเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

ตั้งแต่โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในปี 2568 ต่อเนื่องถึง “ไทยช่วยไทย พลัส” ในปี 2569 แนวทางสำคัญคือการใช้เงินภาครัฐร่วมสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชน และกระจายรายได้ไปยังร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

ข้อมูลจากภาครัฐระบุว่า “คนละครึ่งพลัส” ปี 2568 ใช้งบประมาณไม่เกินประมาณ 43,172 ล้านบาท โดยผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ได้รับวงเงินสูงสุด 2,400 บาท ส่วนประชาชนทั่วไปได้รับสูงสุด 2,000 บาท

รัฐบาลระบุว่า การกำหนดวงเงินสำหรับผู้ยื่นแบบภาษีในระดับที่สูงกว่า มีเป้าหมายส่วนหนึ่งเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี

ขณะที่ “ไทยช่วยไทย พลัส” ปี 2569 ใช้แนวทางรัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% โดยมีเป้าหมายบรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อ และช่วยเพิ่มรายได้ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

SME ในระบบ เชื่อมโยงเศรษฐกิจหลายระดับ

นอกเหนือจากการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบมาตรการ คือบทบาทของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่อยู่ในระบบภาษี

ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีทั้งการจดทะเบียนธุรกิจ การจัดทำบัญชี การยื่นภาษี รวมถึงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

กิจกรรมของ SME ยังเชื่อมโยงกับห่วงโซ่เศรษฐกิจ หรือ Value Chain ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ โรงงาน ผู้จัดจำหน่าย ระบบขนส่ง ร้านค้า ไปจนถึงผู้บริโภค

เมื่อธุรกิจอยู่ในระบบ ธุรกรรมทางเศรษฐกิจสามารถถูกบันทึกและตรวจสอบได้ ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งจะกลับมาเป็นรายได้ของรัฐผ่านภาษีประเภทต่าง ๆ

การประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงไม่ได้มีเฉพาะมูลค่าการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการหมุนเวียนของเงิน การสร้างรายได้ การจ้างงาน และผลต่อฐานภาษีในระยะต่อไป

โจทย์ต่อไป ทำอย่างไรให้ SME อยากเข้าสู่ระบบ

มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเปิดโอกาสให้ร้านค้ารายย่อยเข้าถึงกำลังซื้อจากภาครัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยกระจายเม็ดเงินไปสู่เศรษฐกิจฐานราก

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งคือการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี เนื่องจาก SME ที่ดำเนินธุรกิจในระบบมีต้นทุนทั้งการจัดทำบัญชี การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และภาระภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

หากภาครัฐต้องการเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการในระบบ การกำหนดสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับการเข้าสู่ระบบจึงเป็นอีกแนวทางที่สามารถนำมาพิจารณา

ตัวอย่างเช่น การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อและการค้ำประกัน การสนับสนุนการลงทุนด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ การเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือในช่วงวิกฤต

จับตาความเสี่ยงรายได้นอกระบบ

อีกประเด็นที่เกี่ยวข้อง คือแรงจูงใจในการเปิดเผยรายได้ของผู้ประกอบการ หากการเข้าสู่ระบบเพิ่มต้นทุนของธุรกิจ แต่ประโยชน์ที่ได้รับจากการอยู่ในระบบยังไม่ชัดเจน อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการในการจดทะเบียนหรือเปิดเผยรายได้

ประเด็นดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการขยายฐานภาษีของประเทศในระยะยาว ทำให้การออกแบบนโยบายต้องสร้างสมดุลระหว่างการกำกับดูแลตามกฎหมาย กับการสร้างประโยชน์จากการเข้าสู่ระบบให้เห็นเป็นรูปธรรม

เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ กับ “ภาษีสะท้อนกลับ”

อีกแนวคิดหนึ่งในการประเมินมาตรการ คือ “Tax Return Loop” หรือวงจรภาษีสะท้อนกลับ ซึ่งมองถึงการหมุนเวียนของเงินภาครัฐหลังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

เมื่อรัฐนำเงินเข้าสู่ระบบ ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่ม ร้านค้ามีรายได้ ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ได้รับคำสั่งซื้อ เกิดการผลิตและการจ้างงาน ก่อนที่รายได้บางส่วนจะกลับเข้าสู่ภาครัฐผ่านระบบภาษี

หากเงินสามารถหมุนเวียนผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายทอด ผลของมาตรการก็จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการบริโภคครั้งแรก แต่เชื่อมโยงไปถึงการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของภาครัฐด้วย

ช่วยกลุ่มเปราะบาง ควบคู่สร้างแรงจูงใจเข้าระบบ

การดูแลประชาชนรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางยังเป็นภารกิจของภาครัฐ โดยระบบคุ้มครองทางสังคม หรือ Social Protection มีบทบาทในการลดผลกระทบจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน การสร้าง Formalization Incentive หรือแรงจูงใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ สามารถดำเนินการควบคู่กันได้

กรณี “คนละครึ่งพลัส” ที่กำหนดวงเงินสำหรับผู้ยื่นแบบภาษีสูงกว่าประชาชนทั่วไป เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเชื่อมสิทธิประโยชน์เข้ากับการเข้าสู่ระบบภาษี

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป คือแนวทางลักษณะดังกล่าวจะสามารถขยายไปสู่ผู้ประกอบการและ SME ฝั่งร้านค้าได้มากน้อยเพียงใด โดยยังเปิดโอกาสให้ร้านค้ารายเล็กและประชาชนฐานรากเข้าถึงมาตรการของรัฐ

SME ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะการจ่ายภาษี

SME ที่อยู่ในระบบยังมีบทบาทด้านการจ้างงาน การจ่ายค่าจ้าง การซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการรายอื่น การลงทุน และการจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคม

การสนับสนุนให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตจึงสามารถดำเนินการผ่านเครื่องมือหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ ไปจนถึงโอกาสทางธุรกิจ

การออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปจึงมีโจทย์ทั้งการช่วยเหลือประชาชน การกระจายรายได้สู่ธุรกิจรายย่อย และการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ

หากสามารถเชื่อมทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน เม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐจะไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการขยายฐานภาษีของประเทศในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์