4 เหตุผล คนไทยต้องรู้! ทำไมรัฐบาลควรขยายร้านค้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันเศรษฐกิจ
“ไทยช่วยไทย พลัส” กับ 4 เหตุผล คนไทยต้องรู้! เมื่อร้านค้าได้ร่วมไม่เต็มระบบ กลายเป็นช่องโหว่ ดันเศรษฐกิจไทยไม่สุดทาง
เงินก้อนใหญ่ กำลังหมุนอยู่ตรงไหน?
เราทุกคนต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ใช่มาตรการเล็ก ๆ เงินก้อนนี้ไม่เล็กเลยโครงการ 60/40 ให้รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 200 บาทต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน นับตั้งแต่เริ่มโครงการช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569
โดยตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 18 กันยายน ยอดใช้จ่ายสะสมอยู่ที่ประมาณ 161,555 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิประมาณ 26 ล้านคน และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเกือบ 1.2 ล้าน ร้านค้า
แต่คำถามต่อไปคือ เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้กำลังหมุนอยู่ตรงไหนบ้าง? และทำไมคนไทยถึงอาจเสียโอกาส หากโครงการนี้ไม่ขยายต่อไปให้สุดทาง
ทำไมต้องขยายร้านค้าให้ครอบคลุม
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย โดยคุณณัฐ วงศ์พาณิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ให้มุมมองที่น่าสนใจถึง 4 เหตุผลที่รัฐบาลควรขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ
เหตุผลข้อที่ 1 คือ คนอาจใช้สิทธิไม่หมด เพราะร้านที่ใช้ได้มีจำกัด
ใครเป็นบ้าง? คนใช้สิทธิไม่หมด ใช้เงินไม่หมด เพราะร้านค้ามีจำกัด
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเสนอว่า หากเฟส 2 เดินหน้าต่อ ควรขยายไปยังร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี รวมถึง Modern Trade และร้านสะดวกซื้อ เพราะร้านกลุ่มนี้มีสาขากระจายอยู่หลายพื้นที่
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าอยากให้คนใช้สิทธิได้ง่ายขึ้น ก็ต้องเพิ่ม “จุดให้ใช้เงิน” ไม่ใช่มีเงินให้ แต่พอจะใช้จริงกลับหาร้านยาก
แถมร้านที่ไม่ได้เข้าร่วมก็เสียโอกาส ทำให้คนเข้าน้อยลง ซื้อของน้อยลงโดยอัตโนมัติ
เหตุผลที่ 2 “การหมุนเงิน” ต้องไปให้ไกลกว่าเดิม
ถ้าขยายช่องทางร้านค้าเพิ่ม สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประเมินว่า ยอดขายที่เกิดจากโครงการอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 20–30% หรือมากกว่านั้น
เหตุผลก็คือ Modern Trade และร้านค้าปลีกสมัยใหม่มีเครือข่ายจำนวนมาก
ลองคิดเป็นภาพง่าย ๆ
เงินจากผู้บริโภค → ร้านค้า → ผู้ค้าส่ง → ผู้ผลิต → คนงาน → ซัพพลายเออร์ → เกษตรกร
ถ้าช่องทางการขายกว้างขึ้น ก็มีโอกาสให้เงินเดินทางผ่านห่วงโซ่ได้หลายจุดมากขึ้น
ดังนั้น การเพิ่มร้านค้าที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้ จึงไม่ได้หมายถึงแค่เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค แต่ยังหมายถึงการเปิดทางให้เงินหมุนไปยังธุรกิจและคนกลุ่มอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจด้วย
สรุปข่าว
“ไทยช่วยไทย พลัส” กับ 4 เหตุผล คนไทยต้องรู้! เมื่อร้านค้าได้ร่วมไม่เต็มระบบ กลายเป็นช่องโหว่ ดันเศรษฐกิจไทยไม่สุดทาง
เงินก้อนใหญ่ กำลังหมุนอยู่ตรงไหน?
เราทุกคนต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ใช่มาตรการเล็ก ๆ เงินก้อนนี้ไม่เล็กเลยโครงการ 60/40 ให้รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 200 บาทต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน นับตั้งแต่เริ่มโครงการช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569
โดยตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 18 กันยายน ยอดใช้จ่ายสะสมอยู่ที่ประมาณ 161,555 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิประมาณ 26 ล้านคน และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเกือบ 1.2 ล้าน ร้านค้า
แต่คำถามต่อไปคือ เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้กำลังหมุนอยู่ตรงไหนบ้าง? และทำไมคนไทยถึงอาจเสียโอกาส หากโครงการนี้ไม่ขยายต่อไปให้สุดทาง
ทำไมต้องขยายร้านค้าให้ครอบคลุม
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย โดยคุณณัฐ วงศ์พาณิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ให้มุมมองที่น่าสนใจถึง 4 เหตุผลที่รัฐบาลควรขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ
เหตุผลข้อที่ 1 คือ คนอาจใช้สิทธิไม่หมด เพราะร้านที่ใช้ได้มีจำกัด
ใครเป็นบ้าง? คนใช้สิทธิไม่หมด ใช้เงินไม่หมด เพราะร้านค้ามีจำกัด
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเสนอว่า หากเฟส 2 เดินหน้าต่อ ควรขยายไปยังร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี รวมถึง Modern Trade และร้านสะดวกซื้อ เพราะร้านกลุ่มนี้มีสาขากระจายอยู่หลายพื้นที่
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าอยากให้คนใช้สิทธิได้ง่ายขึ้น ก็ต้องเพิ่ม “จุดให้ใช้เงิน” ไม่ใช่มีเงินให้ แต่พอจะใช้จริงกลับหาร้านยาก
แถมร้านที่ไม่ได้เข้าร่วมก็เสียโอกาส ทำให้คนเข้าน้อยลง ซื้อของน้อยลงโดยอัตโนมัติ
เหตุผลที่ 2 “การหมุนเงิน” ต้องไปให้ไกลกว่าเดิม
ถ้าขยายช่องทางร้านค้าเพิ่ม สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประเมินว่า ยอดขายที่เกิดจากโครงการอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 20–30% หรือมากกว่านั้น
เหตุผลก็คือ Modern Trade และร้านค้าปลีกสมัยใหม่มีเครือข่ายจำนวนมาก
ลองคิดเป็นภาพง่าย ๆ
เงินจากผู้บริโภค → ร้านค้า → ผู้ค้าส่ง → ผู้ผลิต → คนงาน → ซัพพลายเออร์ → เกษตรกร
ถ้าช่องทางการขายกว้างขึ้น ก็มีโอกาสให้เงินเดินทางผ่านห่วงโซ่ได้หลายจุดมากขึ้น
ดังนั้น การเพิ่มร้านค้าที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้ จึงไม่ได้หมายถึงแค่เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค แต่ยังหมายถึงการเปิดทางให้เงินหมุนไปยังธุรกิจและคนกลุ่มอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจด้วย
เหตุผลที่ 3 Modern Trade ไม่ได้มีแค่ “ห้างใหญ่”
คำว่า Modern Trade บางคนได้ยินแล้วอาจคิดว่า จะเอาเงินรัฐไปช่วยคนตัวใหญ่?
แต่ในความเป็นจริง สมาคมผู้ค้าปลีกไทยระบุว่า Modern Trade เป็นช่องทางขายสินค้าของ SME และวิสาหกิจชุมชนจำนวนมาก
ดังนั้น ถ้าคนเดินเข้าร้านมากขึ้น ซื้อสินค้ามากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่ที่หน้าแคชเชียร์ แต่สามารถส่งต่อไปยังผู้ผลิตที่อยู่ข้างหลังได้
สินค้า 1 ชิ้นที่เราซื้อ อาจไม่ได้ช่วยแค่ร้านที่ขายให้เรา แต่อาจช่วยโรงงาน ช่วยผู้ผลิตวัตถุดิบ ช่วยคนแพ็กของ ช่วยคนขนส่ง และช่วยแรงงานอีกหลายคนในห่วงโซ่
เพราะฉะนั้น การเปิดช่องทางเพิ่มจึงมีเป้าหมายให้เงินเดินทางออกไปไกลกว่า “ร้านค้า” รายเดียว
เหตุผลที่ 4 ร้านที่เสียภาษี ตั้งคำถามว่า “ไม่ได้รับความเป็นธรรม?”
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดก็ว่าได้ เพราะร้านค้าขนาดกลาง รายได้ไม่ได้เยอะเท่าไหร่นัก ต้องจ่ายภาษี จ่ายค่าลูกจ้าง แต่เมื่อหลุดจากโครงการไป แถมคนก็เข้าร้านน้อยลง
คุณฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยถึงผลกระทบจากโครงการในครั้งนี้ โดยระบุว่า ร้านอาหารหรือธุรกิจบางแห่ง แม้จะเป็น SME แต่ถ้ารายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด ก็ต้องเข้าสู่ระบบ VAT
ขณะที่เกณฑ์ของโครงการกำหนดนิติบุคคลขนาดเล็กที่เข้าร่วมได้ โดยมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
ทำให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมา คือ ร้านค้ารายย่อยที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์สามารถเข้าร่วมโครงการได้
แต่ร้านขนาดกลางที่รายได้เกินเกณฑ์ ต้องอยู่ในระบบภาษี มีพนักงาน มีค่าเช่า มีประกันสังคม มีต้นทุนบัญชีและภาษี กลับเข้าร่วมไม่ได้
ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงตั้งคำถามว่า ทำไมการที่เราเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง กลายเป็นเหตุให้ธุรกิจเสียโอกาสจากมาตรการช่วยเหลือไปได้
หากมีโครงการอีกในอนาคต ต้องดูมากกว่า “ตัวเลขรายได้”
ข้อเสนอที่ออกมาจากสมาคมภัตตาคารไทย คือ ขอให้รัฐบาลอย่าใช้เพียงแค่ตัวเลขรายได้เป็นตัวตัดสิน แต่อาจดูภาพรวมให้มากกว่านั้น
ไม่เช่นนั้น โครงการที่ควรเป็นผลดี อาจเป็นเครื่องมือทำร้ายคนทำธุรกิจบางส่วนได้เช่นกัน
สิ่งที่ต้องดูควรจะมีทั้งขนาดกิจการ จำนวนพนักงาน ลักษณะธุรกิจ รายได้ การจ้างงาน และสถานะของผู้ประกอบการ
เพราะร้านอาหารที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ไม่ได้แปลว่าเป็นธุรกิจใหญ่เสมอไป
รายได้ 2 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายค่าเช่า ค่าแรง วัตถุดิบ ค่าน้ำ ค่าไฟ ภาษี และประกันสังคม เงินที่เหลือจริง ๆ อาจไม่ได้เยอะอย่างที่ตัวเลขรายได้บอก
นี่คือเหตุผลที่ผู้ประกอบการเสนอว่า หากมีเฟส 2 หรือมีโครงการอะไรออกมาอีก รัฐบาลควรออกแบบให้ละเอียดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดภาพว่า
“คนที่เข้าระบบ กลับเสียสิทธิ ส่วนคนที่อยู่นอกระบบ กลับได้ประโยชน์มากกว่า”
อัดเงินอย่างเดียวไม่พอ เศรษฐกิจดีไม่สุดทาง?
อีกด้านที่ต้องพูดถึง เพราะถ้าขยายร้านค้าเพิ่มทั้งหมด ก็ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นแบบอัตโนมัติ
ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ โดย รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช มองว่า แม้โครงการจะมีเงินหมุนเวียนระดับแสนล้านบาท แต่ผลต่อ GDP อาจไม่ได้มากเท่ากับตัวเลขเงินที่ใช้จ่าย เพราะปัญหาเศรษฐกิจไทยบางส่วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
พูดง่าย ๆ คือ เติมเงินเข้าไปในกระเป๋า ช่วยให้คนซื้อของได้ แต่ถ้ารายได้ยังไม่โต ต้นทุนธุรกิจยังสูง ผลิตภาพยังต่ำ และทักษะแรงงานยังไม่ตรงกับตลาด พอหมดมาตรการ ปัญหาเดิมก็อาจกลับมา
ดังนั้น จึงมีข้อเสนอให้เฟสต่อไปไม่ได้เน้นแค่ “กระตุ้นการซื้อ” แต่ควรช่วยฝั่งผู้ผลิตด้วย เช่น พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มทักษะใหม่ ลดต้นทุนธุรกิจ และขยายผู้ประกอบการที่เข้าร่วมให้ครอบคลุม SME มากขึ้น
บทสรุป “ไทยช่วยไทย” ช่วยใครบ้าง และพลัสถึงใครบ้าง?
คำถามนี้เป็นสิ่งที่หลายคนรอคำตอบ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่ได้มีแค่เรื่องของคนที่ใช้สิทธิ หรือร้านค้าที่เข้าร่วม แต่ยังเป็นเรื่องของการออกแบบนโยบายว่า เงินงบประมาณของประเทศจะถูกส่งต่อไปยังใครบ้าง และหมุนผ่านระบบเศรษฐกิจได้ไกลแค่ไหน
ย้ำอีกครั้งว่า ไม่ใช่แค่ร้านค้าที่อาจเสียประโยชน์ แต่คนไทยอาจกำลังเสียโอกาส ทั้งจากงบประมาณ และจากเศรษฐกิจที่ควรจะไปได้ไกลกว่านี้หรือไม่ อย่างไร?
- "ไทยช่วยไทยพลัส" พุ่งวันเดียวกว่า 800 ลบ.
- "ไทยช่วยไทยพลัส"เฟส 2 ใครได้สิทธิ์บ้าง เช็กได้ที่นี่ | เรื่องดีดีทั่วไทย | 23–9-69
- ถอดแนวคิดนักวิชาการ-เอกชนหนุน “ร้านในระบบภาษี” ร่วมไทยช่วยไทย พลัส
- นักเศรษฐศาสตร์เสนอรัฐบาล ขยายสิทธิธุรกิจร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ” หนุนเศรษฐกิจวงกว้าง
- สมาคมภัตตาคารไทยเสนอรัฐบาล ดึงร้านอาหารจด VAT ร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส ” หนุนเศรษฐกิจโต
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
