ทำไมฝนหยุด น้ำยังไม่ลด? เจาะแผนกู้วิกฤตกรุงเทพฯจม

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทำไมฝนหยุด น้ำยังไม่ลด? เจาะแผนกู้วิกฤตกรุงเทพฯจม

ฝนหยุดแล้ว...แต่ทำไมน้ำในกรุงเทพฯ ยังไม่ลด?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ฝนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ทางออกของน้ำ” ยังเหลือพื้นที่ให้ระบายมากแค่ไหน

ช่วงที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเจอฝนตกหนักต่อเนื่อง ฝนสะสมสูงสุดประมาณ 300 มิลลิเมตร

น้ำจำนวนมหาศาลจึงไหลเข้าสู่ระบบพร้อมกัน

จากถนน ลงท่อระบายน้ำ  เข้าสู่คลองย่อย แล้วจึงไหลมารวมกันที่ คลองสายหลัก

และนี่คือจุดสำคัญของสถานการณ์ตอนนี้

เมื่อ คลองสายหลักมีระดับน้ำสูง น้ำจากคลองย่อยก็ไม่สามารถระบายต่อได้เต็มประสิทธิภาพ


สรุปข่าว

ฝนหยุดแล้ว แต่ทำไมน้ำในกรุงเทพฯ ยังไม่ลด? เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ทางออกของน้ำ” เมื่อคลองสายหลักมีระดับน้ำสูง น้ำจากคลองย่อยจึงระบายต่อได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ กทม.เร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลัก เชื่อมการระบายผ่านอุโมงค์และสถานีสูบน้ำ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ระบบกลับมารับน้ำได้อีกครั้ง โดยประเมินว่าหากไม่มีฝนระลอกใหม่ ระดับน้ำในคลองสายหลักอาจใช้เวลาประมาณ 3 วันในการลดลงสู่ระดับที่รองรับน้ำได้มากขึ้น

ฝนหยุดแล้ว...แต่ทำไมน้ำในกรุงเทพฯ ยังไม่ลด?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ฝนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ทางออกของน้ำ” ยังเหลือพื้นที่ให้ระบายมากแค่ไหน

ช่วงที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเจอฝนตกหนักต่อเนื่อง ฝนสะสมสูงสุดประมาณ 300 มิลลิเมตร

น้ำจำนวนมหาศาลจึงไหลเข้าสู่ระบบพร้อมกัน

จากถนน ลงท่อระบายน้ำ  เข้าสู่คลองย่อย แล้วจึงไหลมารวมกันที่ คลองสายหลัก

และนี่คือจุดสำคัญของสถานการณ์ตอนนี้

เมื่อ คลองสายหลักมีระดับน้ำสูง น้ำจากคลองย่อยก็ไม่สามารถระบายต่อได้เต็มประสิทธิภาพ


รศ.ดร.วิษณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อธิบายว่า ที่ผ่านมา กทม.เร่งเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่ท่อระบายน้ำ ช่องรับน้ำ ไปจนถึงสถานีสูบน้ำทำให้น้ำจากถนนไหลเข้าสู่คลองได้เร็วขึ้น

แต่เมื่อ ปลายทางมีน้ำเต็ม โจทย์จึงเปลี่ยนจากจะเอาน้ำออกจากถนนให้เร็วขึ้นอย่างไร?

เป็นจะเอาน้ำจากคลองสายหลักออกไปทางไหน และเร็วแค่ไหน?

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ กทม.ต้องเร่งจัดการ โดยเร่งระบายน้ำออกจากคลองสายหลัก
ซึ่งเปรียบได้กับเส้นเลือดหลักของระบบระบายน้ำให้ได้โดยเร็วเสียก่อย

โดยการลดระดับน้ำในคลองสายหลัก คือการเปิดทางระบายเพิ่มเติมและเดินระบบอุโมงค์ระบายน้ำ

ทั้งคลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ รวมถึงพื้นที่ฝั่งตะวันออก

โดยเชื่อมการระบายจากคลองลาดพร้าว–แสนแสบ เข้าสู่อุโมงค์บึงมักกะสัน

ส่วนพื้นที่ประเวศ–อ่อนนุชเร่งระบายลงสู่สถานีสูบน้ำพระโขนง
ซึ่งมีกำลังสูบสูงสุดประมาณ 145 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ขณะที่อุโมงค์ระบายน้ำเสริม จะช่วยรับน้ำจากคลองลาดพร้าวและคลองแสนแสบ
ได้อีกประมาณ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงใช้เรือผลักดันน้ำ เพื่อเร่งการไหลบริเวณปากอุโมงค์

ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวกัน ทำให้คลองสายหลักมี “พื้นที่ว่าง” กลับคืนมา

เพราะเมื่อระดับน้ำในคลองสายหลักลดลง

น้ำจากคลองย่อยก็จะสามารถไหลเข้าระบบได้มากขึ้น


น้ำที่ท่วมอยู่ในกรุงเทพฯขณะนี้ จึงไม่ได้หายไปในทันที แต่มันกำลัง เดินทางออกจากเมืองทีละทอด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าฝนหยุดแล้ว แต่น้ำไม่ได้ลดพร้อมกันทุกพื้นที่



กทม.ประเมินว่า หากไม่มีฝนระลอกใหม่เข้ามาเติม ระดับน้ำในคลองสายหลักจะค่อย ๆ ลดลง

โดยวางกรอบเวลาประมาณ 3 วัน เพื่อให้คลองสายหลักกลับมาอยู่ในระดับที่รองรับน้ำได้มากขึ้น

แต่ 3 วัน ไม่ได้หมายความว่า 3 วันแล้วทุกบ้านจะแห้งพร้อมกัน

โดยเฉพาะพื้นที่ปลายระบบอย่างลาดกระบัง เพราะน้ำที่ล้นออกจากคลอง
เข้าสู่ถนน ซอย และบ้านเรือนไปแล้ว ต้องใช้เวลาไหลกลับเข้าสู่ระบบ
ก่อนถูกส่งต่อออกจากพื้นที่


ดังนั้น หลังฝนหยุด คำถามสำคัญคือ น้ำกำลังเดินทางกลับออกจากเมืองได้เร็วแค่ไหน?

จากนี้มี 2 ตัวแปรที่ต้องจับตา คือ 

หนึ่ง  ระดับน้ำในคลองสายหลักจะลดลงเร็วแค่ไหน และ สอง จะมีฝนระลอกใหม่เข้ามาเติมน้ำในระบบอีกหรือไม่


สำหรับกรุงเทพฯ ฝนหยุดไม่ได้แปลว่าวิกฤตน้ำจบลง

แต่กรุงเทพฯ จะกลับสู่ภาวะปกติก็ต่อเมื่อน้ำที่ค้างอยู่ในระบบ จะเดินทางออกจากเมืองได้ทั้งหมด

ที่มาข้อมูล : กทม.

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix