รอยเลื่อนสะกายเงียบมา 96 ปี! “ตึกสูง กทม.” ปลอดภัยแค่ไหนหากไหวซ้ำ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
รอยเลื่อนสะกายเงียบมา 96 ปี! “ตึกสูง กทม.” ปลอดภัยแค่ไหนหากไหวซ้ำ?

 

กรุงเทพมหานครเดินหน้ายกระดับความพร้อมรับมือแผ่นดินไหว หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศเมียนมาเมื่อปี 2568 ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ของประเทศไทย เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกนำมาเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับศึกษาความเสี่ยงของเมือง ทั้งเรื่องความแข็งแรงของอาคารสูง มาตรฐานการก่อสร้าง และระบบแจ้งเตือนภัย เพื่อเตรียมมาตรการรองรับหากเกิดเหตุในอนาคต


สรุปข่าว

กทม.ร่วมจุฬาฯ และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ ยกระดับความพร้อมรับมือแผ่นดินไหว หลังนักวิชาการจับตารอยเลื่อนสะกายช่วงล่างที่ไม่มีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาประมาณ 96 ปี พร้อมเสนอปรับมาตรฐานอาคารสูง คุมงานก่อสร้าง ประเมินอาคารเดิม และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า

 

กรุงเทพมหานครเดินหน้ายกระดับความพร้อมรับมือแผ่นดินไหว หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศเมียนมาเมื่อปี 2568 ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ของประเทศไทย เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกนำมาเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับศึกษาความเสี่ยงของเมือง ทั้งเรื่องความแข็งแรงของอาคารสูง มาตรฐานการก่อสร้าง และระบบแจ้งเตือนภัย เพื่อเตรียมมาตรการรองรับหากเกิดเหตุในอนาคต


คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร จัดสัมมนาวิชาการ “กรุงเทพปลอดภัย พร้อมรับภัยแผ่นดินไหว บทเรียนจากงานวิจัยสู่การขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารจัดการเมือง” นำข้อมูลจากงานวิจัยและบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา มาประกอบการวางแนวทางเพิ่มความปลอดภัยให้กรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบ

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2568 มีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา เกิดจากการเคลื่อนตัวบริเวณช่วงกลางของรอยเลื่อนสะกาย และส่งแรงสั่นสะเทือนเข้ามาถึงกรุงเทพมหานคร

ประเด็นที่นักวิชาการติดตามต่อเนื่องอยู่ที่รอยเลื่อนสะกายช่วงล่าง ซึ่งยังไม่มีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาประมาณ 96 ปี ขณะที่ผลการศึกษาประเมินรอบการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ของรอยเลื่อนสะกายไว้ประมาณ 110 ปี อย่างไรก็ตาม รอบเวลาดังกล่าวเป็นค่าประเมินจากข้อมูลทางวิชาการ การเกิดแผ่นดินไหวจริงสามารถเกิดก่อนหรือหลังช่วงเวลาที่ประเมินไว้ และยังไม่สามารถระบุวันหรือเวลาที่แน่นอนได้

จากการศึกษารวมถึงการจำลองสถานการณ์ภายหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2568 นักวิชาการมองว่ารอยเลื่อนสะกายช่วงล่างยังเป็นพื้นที่ที่ต้องติดตาม หากในอนาคตเกิดการเคลื่อนตัวครั้งใหญ่ แรงสั่นสะเทือนสามารถส่งผลมาถึงกรุงเทพฯ ได้ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่หน่วยงานและภาควิชาการกำลังเร่งดำเนินการ

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปรับปรุงกฎหมายและมาตรฐานด้านการออกแบบและก่อสร้างอาคาร โดยเฉพาะอาคารสูง พร้อมตรวจสอบขั้นตอนการก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพราะความปลอดภัยของอาคารเกี่ยวข้องทั้งการออกแบบโครงสร้าง การเสริมเหล็ก คุณภาพงานก่อสร้าง และการควบคุมงานในแต่ละขั้นตอน

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ระบุว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา พบความเสียหายในกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กของอาคารสูงบางแห่ง ซึ่งโครงสร้างส่วนนี้มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของอาคาร ข้อมูลที่พบทำให้ต้องพิจารณาทั้งกระบวนการออกแบบและคุณภาพการก่อสร้างควบคู่กัน

สำหรับแนวทางด้านการออกแบบ มีข้อเสนอให้ปรับรายละเอียดการเสริมเหล็กของกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อเพิ่มความเหนียวของโครงสร้าง ให้สามารถรับการเปลี่ยนรูปจากแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น และลดโอกาสเกิดความเสียหายแบบเปราะ เช่น คอนกรีตแตกร้าวหรือเหล็กเสริมเกิดความเสียหาย พร้อมนำมาตรฐานที่เหมาะสมมาใช้กับอาคารสูงในกรุงเทพฯ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ในส่วนของกระบวนการก่อสร้าง จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมงาน เพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปตามแบบและมาตรฐานที่กำหนด เพราะแม้อาคารจะผ่านการออกแบบตามหลักวิศวกรรม แต่คุณภาพของงานก่อสร้างยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการรับแรงแผ่นดินไหว

นอกจากอาคารที่จะก่อสร้างใหม่แล้ว อาคารเดิมในกรุงเทพฯ ยังเป็นอีกกลุ่มที่ต้องนำมาพิจารณาตามระดับความเสี่ยง โดยเฉพาะการตรวจสอบสภาพโครงสร้างและแนวทางเสริมความแข็งแรง เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับแรงสั่นสะเทือนหากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอนาคต

อีกมาตรการที่นักวิชาการให้ความสำคัญคือการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหว ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการพัฒนาระบบแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบส่วนใหญ่ยังเป็นการแจ้งข้อมูลภายหลังตรวจพบเหตุ เป้าหมายต่อไปคือการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งสามารถตรวจจับแผ่นดินไหวและส่งสัญญาณแจ้งเตือนก่อนแรงสั่นสะเทือนเดินทางมาถึงพื้นที่เป้าหมาย

แม้ระยะเวลาการแจ้งเตือนล่วงหน้าจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งศูนย์กลางแผ่นดินไหว ระยะทาง และความเร็วของคลื่นแผ่นดินไหว แต่ช่วงเวลาที่เพิ่มขึ้นสามารถช่วยให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์ เตรียมปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัย รวมถึงเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการฉุกเฉินได้รวดเร็วขึ้น

แนวทางเตรียมพร้อมของกรุงเทพฯ หลังจากนี้ครอบคลุมตั้งแต่การติดตามข้อมูลรอยเลื่อนสะกาย การนำงานวิจัยมาประกอบการวางนโยบาย การปรับมาตรฐานออกแบบอาคารสูง การควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง การประเมินอาคารเดิม ไปจนถึงการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายเพิ่มความพร้อมของเมือง ลดความเสี่ยงต่อประชาชน และลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินหากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในอนาคต

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์