
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในเนปาลและจีน ไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงต่อชีวิตและชุมชนเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ตั้งอยู่ตามหุบเขาและแม่น้ำบนเทือกเขาหิมาลัย ท่ามกลางความกังวลว่า Climate Change กำลังทำให้ภัยจากน้ำท่วม ดินถล่ม และธารน้ำแข็งมีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น
หลังเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเนปาล เจ้าหน้าที่และคนงานเร่งขุดโคลนออกจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ได้รับความเสียหาย เพื่อพยายามฟื้นฟูระบบไฟฟ้าให้ประชาชนมากกว่า 20,000 คน ขณะที่น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าหลายแห่งจนทำให้เนปาลสูญเสียกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 10% ของประเทศ
โครงการพลังน้ำทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่ Rasuwa, Nuwakot และ Dhading ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบหนัก ถูกทำลายทั้งหมดหรือบางส่วน ขณะเดียวกันมีคนงานจากโครงการพลังน้ำหลายแห่งสูญหาย โดยบางส่วนเข้าไปหลบภัยในอุโมงค์และยังรอการช่วยเหลือ
ผู้เชี่ยวชาญจึงตั้งคำถามสำคัญว่า หลังภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว เนปาลควรสร้างโครงสร้างพื้นฐานกลับมาเหมือนเดิม หรือควรออกแบบใหม่ให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้ดีกว่าเดิม
ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติเสนอว่า การฟื้นฟูไม่ควรเน้นเพียงการสร้างสิ่งปลูกสร้างให้แข็งแรงขึ้น แต่ต้องสร้าง “ความยืดหยุ่นของระบบ” เช่น เลือกทำเลที่ปลอดภัยกว่า มีเส้นทางสำรอง ระบบไฟฟ้าสำรอง ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการประกันภัยเพื่อช่วยให้สามารถฟื้นฟูได้เร็วหลังเกิดภัยพิบัติ
สรุปข่าว
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในเนปาลและจีน ไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงต่อชีวิตและชุมชนเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ตั้งอยู่ตามหุบเขาและแม่น้ำบนเทือกเขาหิมาลัย ท่ามกลางความกังวลว่า Climate Change กำลังทำให้ภัยจากน้ำท่วม ดินถล่ม และธารน้ำแข็งมีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น
หลังเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในเนปาล เจ้าหน้าที่และคนงานเร่งขุดโคลนออกจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ได้รับความเสียหาย เพื่อพยายามฟื้นฟูระบบไฟฟ้าให้ประชาชนมากกว่า 20,000 คน ขณะที่น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าหลายแห่งจนทำให้เนปาลสูญเสียกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 10% ของประเทศ
โครงการพลังน้ำทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่ Rasuwa, Nuwakot และ Dhading ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบหนัก ถูกทำลายทั้งหมดหรือบางส่วน ขณะเดียวกันมีคนงานจากโครงการพลังน้ำหลายแห่งสูญหาย โดยบางส่วนเข้าไปหลบภัยในอุโมงค์และยังรอการช่วยเหลือ
ผู้เชี่ยวชาญจึงตั้งคำถามสำคัญว่า หลังภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว เนปาลควรสร้างโครงสร้างพื้นฐานกลับมาเหมือนเดิม หรือควรออกแบบใหม่ให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้ดีกว่าเดิม
ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติเสนอว่า การฟื้นฟูไม่ควรเน้นเพียงการสร้างสิ่งปลูกสร้างให้แข็งแรงขึ้น แต่ต้องสร้าง “ความยืดหยุ่นของระบบ” เช่น เลือกทำเลที่ปลอดภัยกว่า มีเส้นทางสำรอง ระบบไฟฟ้าสำรอง ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการประกันภัยเพื่อช่วยให้สามารถฟื้นฟูได้เร็วหลังเกิดภัยพิบัติ
นอกจากนี้ การประเมินความเสี่ยงควรพิจารณาลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เช่น จุดที่แม่น้ำเปลี่ยนทิศทาง พื้นที่ลาดเขาที่ไม่มั่นคง และจุดที่หากโครงสร้างหนึ่งเสียหาย อาจทำให้หลายชุมชนถูกตัดขาดพร้อมกัน
ข้อมูลจาก Coalition for Disaster Resilient Infrastructure ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานของเนปาลมูลค่าประมาณ 124,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศ และประเทศอาจสูญเสียเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปีจากภัยพิบัติเหล่านี้ ขณะที่ความเสียหายเฉลี่ยต่อปีจากภัยพิบัติทุกประเภทอยู่ที่เกือบ 760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ธารน้ำแข็งในพื้นที่ Hindu Kush Himalaya กำลังสูญเสียน้ำแข็งเร็วขึ้น การเสื่อมสภาพของชั้นดินเยือกแข็ง หรือ Permafrost รวมถึงความลาดชันที่ไม่มั่นคง ทะเลสาบธารน้ำแข็ง และรูปแบบฝนที่แปรปรวนมากขึ้น ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อ น้ำท่วม ดินถล่ม และกระแสเศษซาก
ความเสี่ยงยิ่งมีความสำคัญต่อเนปาล เพราะพลังน้ำเป็นทั้งแหล่งไฟฟ้าหลักและเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจและรายได้จากการส่งออกไฟฟ้า แต่โรงไฟฟ้าพลังน้ำจำนวนมากเป็นระบบแบบ Run-of-river ซึ่งต้องตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำและหุบเขาสูงชัน ทำให้มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่สามารถลุกลามต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เหตุการณ์น้ำท่วมขนาดเล็กอาจใช้มาตรการเบี่ยงทางน้ำหรือป้องกันเศษซากเพื่อช่วยลดความเสียหายได้ แต่หากเป็นภัยขนาดใหญ่ โครงสร้างป้องกันอาจไม่สามารถรับมือได้ทั้งหมด ดังนั้น ระบบเตือนภัยล่วงหน้าจึงเป็นแนวป้องกันสำคัญที่สุดในการรักษาชีวิตประชาชน
เหตุการณ์ครั้งล่าสุดยังสะท้อนปัญหาเรื่อง “เวลา” เพราะน้ำสามารถเคลื่อนตัวจากต้นทางบริเวณชายแดนจีน-เนปาลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีเวลาสำหรับการแจ้งเตือนค่อนข้างจำกัด แต่เมื่อกระแสน้ำเคลื่อนลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ ยังมีช่วงเวลาที่อาจใช้แจ้งเตือนคนงานและชุมชนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าพลังน้ำได้
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงอาจนำไปสู่การทบทวนการอนุมัติโครงการพลังน้ำแห่งใหม่ในเนปาล โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอให้การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และภัยพิบัติ ต้องพิจารณาความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละหุบเขา รวมถึงมีกฎการใช้ที่ดินและความรับผิดชอบที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกัน มีข้อเสนอให้เนปาลพิจารณาการกระจายแหล่งพลังงาน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานพลังน้ำที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
เพราะคำถามหลังภัยพิบัติครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “เนปาลจะสร้างกลับมาได้เร็วแค่ไหน” แต่คือ “สิ่งที่จะสร้างกลับมา จะยังอยู่ในเส้นทางของภัยพิบัติครั้งต่อไปหรือไม่”
ที่มาข้อมูล : apnews.coml
ที่มารูปภาพ : Reuters
