พนักงาน “OpenAI” ถูกจับ ! หลังซ่อนอุปกรณ์ดักฟังในห้องประชุมผู้บริหาร ส่อวิกฤตความมั่นคงภายใน

Share on Line Share on Facebook Share on X
พนักงาน “OpenAI” ถูกจับ ! หลังซ่อนอุปกรณ์ดักฟังในห้องประชุมผู้บริหาร ส่อวิกฤตความมั่นคงภายใน

โอเพนเอไอ (OpenAI) บริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำระดับโลก ออกมาเปิดเผยว่า ได้ค้นพบอุปกรณ์บันทึกเสียงที่ถูกซ่อนไว้ภายในห้องประชุมของผู้บริหารในสำนักงานสาขาซานฟรานซิสโก และได้ประสานงานส่งเรื่องให้แก่สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ (FBI) ดำเนินการทางกฎหมาย โดยสามารถจับกุมตัวพนักงานผู้ก่อเหตุได้ในที่สุด

สรุปข่าว

OpenAI บริษัทผู้พัฒนา AI ยักษ์ใหญ่ในซานฟรานซิสโก ได้ค้นพบอุปกรณ์บันทึกเสียงที่มีความซับซ้อนซุกซ่อนอยู่ในห้องประชุมผู้บริหาร และใช้ AI ของบริษัทในการตรวจสอบแหล่งที่มาจนนำไปสู่การเลิกจ้างและจับกุม Abdulrahman Alfozan พนักงานสัญชาติซาอุดีอาระเบียวัย 35 ปี โดยเขาถูกกล่าวหาว่านำอุปกรณ์บันทึกเสียงแบบเข้ารหัสซึ่งซ่อนไว้ในม้วนกระดาษชำระไปเสียบเข้ากับทีวีในห้องประชุม ซึ่งจากการสอบสวนของ FBI พบว่าทั้งเขาและคู่สมรสได้ใช้ AI Chatbot ค้นหาข้อมูลภายในของบริษัท และศึกษาวิธีสร้าง ติดตั้ง รวมถึงการดัดแปลงอุปกรณ์ดักฟังดังกล่าว แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่พบการรั่วไหลของโมเดลหรือข้อมูลลูกค้า และ AI ของบริษัทได้แสดงบทบาทสำคัญในการรับมือกับภัยคุกคาม แต่ก็สะท้อนถึงปัญหาความปลอดภัยและประเด็นความขัดแย้งภายใน OpenAI ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โอเพนเอไอ (OpenAI) บริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำระดับโลก ออกมาเปิดเผยว่า ได้ค้นพบอุปกรณ์บันทึกเสียงที่ถูกซ่อนไว้ภายในห้องประชุมของผู้บริหารในสำนักงานสาขาซานฟรานซิสโก และได้ประสานงานส่งเรื่องให้แก่สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ (FBI) ดำเนินการทางกฎหมาย โดยสามารถจับกุมตัวพนักงานผู้ก่อเหตุได้ในที่สุด

พบอุปกรณ์เสี่ยง และใช้โมเดล AI วิเคราะห์แหล่งที่มา

แถลงการณ์ของ OpenAI ระบุว่า บริษัทได้ตรวจพบอุปกรณ์บันทึกเสียงที่มีความซับซ้อนสูง และได้นำโมเดล AI ของบริษัทเองมาใช้ในการวิเคราะห์โครงสร้างของอุปกรณ์เพื่อสืบหาแหล่งที่มา จนกระทั่งสามารถระบุตัวพนักงานผู้ลงมือติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวได้ ทั้งนี้บริษัทยืนยันว่า ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่ามีการเข้าถึงหรือนำข้อมูลภายใน หรือข้อมูลของลูกค้าออกไปแต่อย่างใด โดยพนักงานคนดังกล่าวได้ถูกไล่ออกในทันที

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ออกเอกสารข่าวระบุว่า ผู้ต้องหาคือ นาย อับดุลราห์มาน อัลโฟซาน (Abdulrahman Alfozan) อายุ 35 ปี สัญชาติซาอุดีอาระเบีย ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน อัลโฟซาน ได้นำอุปกรณ์บันทึกเสียงแบบเข้ารหัสที่ซุกซ่อนไว้ภายในม้วนกระดาษชำระ ไปเสียบต่อเข้ากับโทรทัศน์ภายในห้องประชุมระดับผู้บริหาร ณ สำนักงานใหญ่ของ OpenAI ซึ่งเป็นห้องที่มีการหารือข้อมูลระดับลับของบริษัทอยู่เป็นประจำ ระบบการตรวจเช็กความปลอดภัยในอีกสองวันต่อมาจึงทำให้พบอุปกรณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ ภาพจากกล้องวงจรปิดยังจับภาพขณะที่เขาวนเวียนอยู่บริเวณห้องประชุมในช่วงก่อนหน้าที่จะถูกค้นพบอีกด้วย

ใช้ Chatbot ถามข้อมูลภายในของบริษัท

จากการขยายผลการสอบสวนโดย FBI พบว่า อัลโฟซาน ได้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์แชตบอต (AI Chatbot) ในการป้อนคำสั่งเพื่อค้นหาข้อมูลภายในของบริษัทช่น ที่ตั้งอาคาร, ห้องประชุม, ความจุของห้อง, ปฏิทินงาน รวมถึงตำแหน่งของทีมผู้บริหาร 

ขณะเดียวกัน คู่สมรสของเขาก็ได้ใช้ AI Chatbot ในการสอบถามข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการสร้าง การดัดแปลง การติดตั้ง การบันทึกเสียง การปกปิด และการเข้าถึงอุปกรณ์จากระยะไกล รวมถึงเจาะจงคำถามเกี่ยวกับการสร้างเครื่องบันทึกเสียงต่อเนื่อง, การตั้งค่า Wi-Fi, การปรับปรุงคุณภาพเสียงและฟังเสียงสด และการเข้ารหัส SD Card

ยิ่งไปกว่านั้น บัญชี Chatbot เดียวกันยังมีการค้นหาข้อมูลที่อ้างอิงถึงรหัสระบุตัวตนเฉพาะของอุปกรณ์ที่พบในสำนักงาน OpenAI อีกด้วย และเมื่อเจ้าหน้าที่ FBI เข้าตรวจค้นกระเป๋าที่ผู้ก่อเหตุทิ้งไว้โดยไม่มีผู้ดูแลในสำนักงานใหญ่ ก็พบอุปกรณ์บันทึกเสียงแบบเดียวกันเครื่องที่สองซุกซ่อนอยู่ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง อัลโฟซาน อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และปรับสูงสุด 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,400,000 บาท โดยในขณะนี้เขายังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับคำฟ้องดังกล่าว

OpenAI แสดงความขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่และอัยการที่ดำเนินการจับกุมอย่างรวดเร็ว พร้อมเสริมว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการปกป้องเทคโนโลยี ข้อมูล และบุคลากรอย่างจริงจัง โปรแกรมด้านความปลอดภัยของบริษัท ยังออกแบบมาเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่หลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงจากภายในไซเบอร์เครือข่าย ไปจนถึงภัยคุกคามระดับประเทศ และกรณีนี้คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า AI สามารถช่วยรับมือกับภัยคุกคามความปลอดภัยที่ซับซ้อนเหล่านี้ได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยให้แก่ OpenAI หลังจากก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน เกิดเหตุการณ์แฮกเกอร์เจาะระบบสุขภาพของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา อัยการสูงสุดแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียก็ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบบริษัทเกี่ยวกับประเด็นการแฮกข้อมูลเช่นกัน

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา OpenAI เพิ่งสั่งไล่ออกนักวิจัยด้านความปลอดภัย 3 ราย ในข้อหาแบ่งปันข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นการละเมิดความไว้วางใจ และละเมิดนโยบายการจัดการข้อมูลลับ ขณะที่กลุ่มนักวิจัยทั้งสามได้ออกมาเรียกร้องให้บริษัทปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาเรื่องความโปร่งใสที่เคยให้ไว้หลังเกิดเหตุการณ์แฮกข้อมูลอัตโนมัติ

ที่มาข้อมูล : theguardian.com reutersconnect.com

ที่มารูปภาพ : U.S. DEPARTMENT OF JUSTICE HANDOUT