IMF เตือน AI "สึนามิเงียบ" เขย่าแรงงาน 40% ทั่วโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X

การประชุมใหญ่ประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เปิดฉากวันแรกด้วยประเด็นสำคัญด้านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างการจ้างงาน ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นางคริสตาลินา จอร์จีเอวา กรรมการผู้จัดการ IMF เปิดเผยว่า กระแสลงทุน AI กำลังกระตุ้นทั้งความต้องการสินค้าและการลงทุน โดยเอเชียเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์อย่างมาก เพราะเป็นฐานผลิตฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐาน AI 

แรงส่งดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียได้ประมาณร้อยละ 0.5 – 1 ส่วนเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย อาจได้รับแรงหนุนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.2 -0.8 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจโลกเติบโตร้อยละ 3 ยังสอดคล้องกับประมาณการที่ IMF เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคมสำหรับปี 2026 โดยองค์กรจะเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับปรับปรุงในวันที่ 13 ตุลาคม

สรุปข่าว

IMF ชี้กระแสลงทุน AI ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกเติบโต พร้อมหนุนเอเชียรับประโยชน์จากการผลิตฮาร์ดแวร์ แต่เตือนงานทั่วโลก อาจเปลี่ยนแปลง กระทบทั้งการจ้างงาน การศึกษา และรายได้ภาษีของรัฐบาล

การประชุมใหญ่ประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เปิดฉากวันแรกด้วยประเด็นสำคัญด้านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างการจ้างงาน ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นางคริสตาลินา จอร์จีเอวา กรรมการผู้จัดการ IMF เปิดเผยว่า กระแสลงทุน AI กำลังกระตุ้นทั้งความต้องการสินค้าและการลงทุน โดยเอเชียเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์อย่างมาก เพราะเป็นฐานผลิตฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐาน AI 

แรงส่งดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในเอเชียได้ประมาณร้อยละ 0.5 – 1 ส่วนเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย อาจได้รับแรงหนุนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.2 -0.8 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจโลกเติบโตร้อยละ 3 ยังสอดคล้องกับประมาณการที่ IMF เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคมสำหรับปี 2026 โดยองค์กรจะเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับปรับปรุงในวันที่ 13 ตุลาคม

สำหรับห่วงโซ่อุปทาน AI สหรัฐฯ จีน และอินเดีย เป็นผู้ผลิตสำคัญ ขณะที่บริษัทจำนวนมากซึ่งจัดหาฮาร์ดแวร์รองรับการลงทุนตั้งอยู่ในเอเชีย รวมถึงไทย สะท้อนโอกาสทางธุรกิจจากการขยายตัวของเทคโนโลยีนี้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้นำ IMF เตือนว่า ผลกระทบของ AI เปรียบเสมือนคลื่นสึนามิที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัว ก่อนสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล โดยงานวิจัยของ IMF พบว่า งานทั่วโลกประมาณร้อยละ 40 อาจได้รับผลกระทบ ทั้งการใช้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การลดบทบาทของแรงงาน หรือการทดแทนตำแหน่งงานบางส่วน และสัดส่วนนี้อาจสูงถึงร้อยละ 60 ในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว

ผลการศึกษาเบื้องต้นยังพบว่า งานในสหรัฐฯ ประมาณร้อยละ 10 ต้องการทักษะด้าน AI แล้ว ขณะที่งานประจำซึ่งมีลักษณะซ้ำ ๆ กำลังลดลง แม้จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในภาคก่อสร้างและศูนย์ข้อมูลก็ตาม

การเปลี่ยนผ่านนี้จึงไม่ได้กระทบเฉพาะคนทำงาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเตรียมทักษะของนักเรียนและนักศึกษา ตลอดจนรายได้ภาษีของรัฐบาล เพราะเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจพึ่งพาเงินทุนและเทคโนโลยีมากขึ้น บทบาทของรายได้จากแรงงานก็อาจเปลี่ยนไป

ด้านนายธาร์มาน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือนว่า รัฐบาลต้องเร่งรับมือกับโอกาสการทำงานของผู้จบการศึกษาใหม่ เนื่องจากความต้องการจ้างงานในตำแหน่งเริ่มต้นกำลังลดลง พร้อมระบุว่า หากประเทศต่าง ๆ ปรับตัวช้า AI อาจยิ่งขยายช่องว่างด้านการเติบโตและการสร้างงานระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา

ขณะที่นายอเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ยังไม่เชื่อว่าตำแหน่งงานเริ่มต้นจะถูก AI ทำลายทั้งหมด และมองว่าผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งลงทุนสร้างโมเดล AI ขนาดใหญ่

สำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ธนาคารโลกให้ความสำคัญกับ AI ขนาดเล็กที่ไม่ต้องใช้กำลังประมวลผลมหาศาล เพื่อนำมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้เกษตรกร คลินิกสุขภาพ และครูผู้สอน

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า โจทย์สำคัญของแต่ละประเทศคือการเปลี่ยนกระแสลงทุน AI ให้เป็นทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสการทำงาน พร้อมเตรียมแรงงานให้มีทักษะรองรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น