“แฮ็กเกอร์” อ้างเจอช่องโหว่ ติดอุปกรณ์ขนาดเท่าเหรียญ ยึดระบบบินอัตโนมัติ “Boeing 737”

Share on Line Share on Facebook Share on X
“แฮ็กเกอร์” อ้างเจอช่องโหว่ ติดอุปกรณ์ขนาดเท่าเหรียญ ยึดระบบบินอัตโนมัติ “Boeing 737”

ทีมนักวิจัยด้านความปลอดภัยเชิงจริยธรรม (White Hat Hackers) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก (University of California, San Diego - UCSD) และ วิทยาลัยโอเบอร์ลิน (Oberlin College) อ้างว่าทีมได้ค้นพบช่องโหว่ร้ายแรงที่ช่วยให้สามารถแทรกแซงระบบของเครื่องบินพาณิชย์ยอดนิยมอย่าง โบอิ้ง 737 (Boeing 737) ได้อย่างสมบูรณ์

สรุปข่าว

ทีมนักวิจัยความปลอดภัยด้านไซเบอร์จากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ได้ค้นพบช่องโหว่ร้ายแรงของเครื่องบินพาณิชย์ยอดนิยมอย่าง Boeing 737 โดยพบว่าพอร์ตเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์จัดการการบินกับหน้าจอแสดงผลของนักบิน สามารถเข้าถึงได้ง่ายจากช่องเซิร์ฟเวอร์ภายนอกตัวเครื่องที่ไม่ได้ล็อก ซึ่งใช้เวลาเพียง 15 วินาทีในการเสียบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเท่าเหรียญราคาไม่ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับ Wi-Fi บนเที่ยวบิน ส่งผลให้แฮ็กเกอร์สามารถแอบควบคุมระบบบินอัตโนมัติ (Autopilot) ปรับเปลี่ยนเส้นทางการบิน หรือหลอกคำนวณค่าน้ำหนักและอุณหภูมิที่อาจนำไปสู่เหตุเครื่องบินตกได้

ทีมนักวิจัยด้านความปลอดภัยเชิงจริยธรรม (White Hat Hackers) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก (University of California, San Diego - UCSD) และ วิทยาลัยโอเบอร์ลิน (Oberlin College) อ้างว่าทีมได้ค้นพบช่องโหว่ร้ายแรงที่ช่วยให้สามารถแทรกแซงระบบของเครื่องบินพาณิชย์ยอดนิยมอย่าง โบอิ้ง 737 (Boeing 737) ได้อย่างสมบูรณ์

อุปกรณ์การแฮ็กระบบที่ใหญ่กว่าเหรียญเล็กน้อย

ทีมนักวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเหรียญเล็กน้อย และอ้างว่าใช้ต้นทุนไม่ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,500 บาท ซึ่งสามารถดักต่อเข้ากับพอร์ตเชื่อมต่อข้อมูลภายนอกตัวเครื่องบินได้ในเวลาเพียง 15 วินาทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ 

อุปกรณ์ชิ้นนี้จะเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Wi-Fi บนเที่ยวบิน ทำให้แฮ็กเกอร์จากบนพื้นดินสามารถเข้าถึงและควบคุมระบบบินอัตโนมัติ (Autopilot) ปรับเปลี่ยนเส้นทางการบิน รวมถึงเข้าถึงค่าคำนวณการตกน้ำหนักเชื้อเพลิงและการเทคออฟได้

ทีมนักวิจัยระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถปลอมแปลงข้อมูลบนหน้าจอของนักบินได้ เพื่อปิดบังการแทรกแซง หรือแม้กระทั่งหลอกให้นักบินตัดสินใจผิดพลาดจนนำไปสู่สถานการณ์อันตราย

ภาพจาก 

 University of California San Diego

ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาระบบ

สเตฟาน ซาเวจ (Stefan Savage) ศาสตราจารย์จาก UCSD และหัวหน้าโครงการวิจัย เผยว่าทีมงานใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ของ Boeing 737 เพื่อจำลองระบบของเครื่องบิน และได้รับแรงบันดาลใจจากอุปกรณ์ สกิมมิ่ง (Skimming) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มิจฉาชีพนำมาติดตั้งทับช่องเสียบบัตร ของเครื่องเอทีเอ็ม (ATM) หรือเครื่องรูดบัตร เพื่อแอบคัดลอกและขโมยข้อมูลลับจากแถบแม่เหล็กบนบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต จนพบว่าพอร์ตเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์จัดการการบิน (Flight Management Computer) กับหน้าจอแสดงผลของนักบิน สามารถเข้าถึงได้ผ่านช่องเซิร์ฟเวอร์ภายนอกที่ไม่ได้ล็อก ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่พนักงานบำรุงรักษาหรือเจ้าหน้าที่สายการบินเข้าถึงได้ง่าย

ความเสียหายจากการโจมตีนี้อาจรุนแรงถึงขั้นหายนะ เช่น อาจจะใช้หลอกข้อมูลอุณหภูมิหรือน้ำหนักบรรทุก ทำให้คำนวณความเร็วในการเทคออฟผิดพลาดจนรันเวย์ไม่พอ หรือเอาไปปรับเปลี่ยนเส้นทางทันที บังคับเครื่องบินให้พุ่งชน 

อารอน ชูลมาน (Aaron Schulman) อีกหนึ่งศาสตราจารย์ร่วมโครงการ ยังยกตัวอย่างเพิ่มว่า ระบบนี้สามารถหลอกเส้นทางให้เบี่ยงไปจากทิศเดิมได้ เช่น  หากบินอยู่เหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ระบบอาจแอบปรับเส้นทางออกไปเพียง 3 องศา รู้ตัวอีกทีเครื่องบินก็หลงอยู่กลางเส้นทางที่ไม่มีอะไรเลย

ภาพจาก 

 University of California San Diego

แจ้งข้อมูลนี้แก่ Boeing แล้ว

ทีมนักวิจัยเผยว่า ได้มีการแจ้งข้อมูลช่องโหว่นี้แก่บริษัท Boeing มาเป็นเวลากว่า 6 ปีแล้ว และได้ทำงานร่วมกันเพื่อศึกษาวิจัย แต่จนถึงปัจจุบัน Boeing ยังไม่ได้ยืนยันถึงการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งคาดว่าอาจเป็นเพราะเครื่องบินพาณิชย์ไม่ได้ถูกออกแบบโครงสร้างใหม่ได้ง่าย ๆ

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยยืนยันว่าผู้โดยสารยังไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป โดยระบุในรายงานวิจัยว่า นักวิจัยทุกคนในทีมยังคงเดินทางด้วยเครื่องบิน Boeing 737 เป็นประจำตามปกติ

ด้าน โบ วูดส์ (Beau Woods) อดีตที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของ CISA และสภาเทคนิคไซเบอร์แห่งอุตสาหกรรม Boeing แสดงความกังวลว่า เป็นไปได้สูง ที่ผู้มีอำนาจเข้าถึงเครื่องบินขณะจอดบนพื้นดิน จะสามารถติดตั้งอุปกรณ์นี้ได้ และเน้นย้ำว่านี่คือสิ่งที่อุตสาหกรรมการบินต้องรีบวางแนวทางป้องกันโดยด่วนที่สุด

ที่มาข้อมูล : futurism.com wired.com today.ucsd.edu

ที่มารูปภาพ : University of California San Diego