“อธิบดีกรมชลประทาน” ลุยโครงการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 2 แก้น้ำท่วมระยะยาว

Share on Line Share on Facebook Share on X
“อธิบดีกรมชลประทาน” ลุยโครงการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 2 แก้น้ำท่วมระยะยาว

นายวิทยา แก้วดี อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 2 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติงบประมาณวงเงิน 165,000 ล้านบาท โดยระบุว่าโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลากของประเทศ เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน

ในปัจจุบัน โครงสร้างการระบายน้ำของประเทศไทยในยามเกิดน้ำหลากจากแม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือ (ปิง, วัง, ยม, น่าน) จะต้องไหลรวมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและระบายออกสู่ทะเลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีเขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำท้ายเขื่อน ซึ่งในอดีตหากมีปริมาณน้ำไหลผ่านเกินกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่รอบข้าง เช่น อำเภอบางบาล แล้ว และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554 ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเคยพุ่งสูงถึงเกือบ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงและเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต แนวทางของโครงการดังกล่าวจะมีการขุดคลองบายพาสสายใหม่ (แม่น้ำเจ้าพระยา2)เพื่อดึงน้ำก่อนที่จะผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ ในปริมาณ 960 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้เบี่ยงออกไปทางฝั่งด้านซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมลงสู่แม่น้ำป่าสักและไหลออกสู่อ่าวไทย ซึ่งจะช่วยระบายน้ำเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


 โดยในช่วงต้นของโครงการประมาณ 150 กิโลเมตร จะใช้พื้นที่ของกรมชลประทานเดิมในการก่อสร้างคลองส่งน้ำพร้อมตอกเสาเข็มและแผ่นกันดินเพื่อเพิ่มความเร็วและการไหลของน้ำ พร้อมสร้างประตูควบคุมน้ำเพื่อกักเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้งสำหรับประชาชนสองฝั่งคลอง

สรุปข่าว

“อธิบดีกรมชลประทาน” เดินหน้าสร้างโครงการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 2 หลัง ครม. อนุมัติงบ 1.65 แสนล้านบาท มั่นใจลดผลกระทบน้ำท่วมภาคกลาง-กทม.

นายวิทยา แก้วดี อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 2 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติงบประมาณวงเงิน 165,000 ล้านบาท โดยระบุว่าโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลากของประเทศ เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน

ในปัจจุบัน โครงสร้างการระบายน้ำของประเทศไทยในยามเกิดน้ำหลากจากแม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือ (ปิง, วัง, ยม, น่าน) จะต้องไหลรวมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและระบายออกสู่ทะเลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีเขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำท้ายเขื่อน ซึ่งในอดีตหากมีปริมาณน้ำไหลผ่านเกินกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่รอบข้าง เช่น อำเภอบางบาล แล้ว และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554 ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเคยพุ่งสูงถึงเกือบ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงและเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต แนวทางของโครงการดังกล่าวจะมีการขุดคลองบายพาสสายใหม่ (แม่น้ำเจ้าพระยา2)เพื่อดึงน้ำก่อนที่จะผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ ในปริมาณ 960 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้เบี่ยงออกไปทางฝั่งด้านซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมลงสู่แม่น้ำป่าสักและไหลออกสู่อ่าวไทย ซึ่งจะช่วยระบายน้ำเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


 โดยในช่วงต้นของโครงการประมาณ 150 กิโลเมตร จะใช้พื้นที่ของกรมชลประทานเดิมในการก่อสร้างคลองส่งน้ำพร้อมตอกเสาเข็มและแผ่นกันดินเพื่อเพิ่มความเร็วและการไหลของน้ำ พร้อมสร้างประตูควบคุมน้ำเพื่อกักเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้งสำหรับประชาชนสองฝั่งคลอง

สำหรับขั้นตอนหลังจากได้รับอนุมัติจาก ครม. ทางกรมชลประทานมีความพร้อมในด้านแบบก่อสร้างแล้ว และจะเริ่มดำเนินงานบางส่วนได้ภายในปีงบประมาณ 2570 โดยเฉพาะในพื้นที่ช่างจากจังหวัดชัยนาทมาป่าสักที่เป็นพื้นที่ของกรมชลประทานเอง  ส่วนงบประมาณในการดำเนินการบางส่วนจะใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งรัฐบาลได้หารือร่วมกันไว้แล้ว ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากหากไม่มีโครงสร้างใหม่นี้รองรับ ความเสี่ยงในการบริหารจัดการน้ำในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในอนาคตจะมีสูงมาก ในส่วนของผลกระทบต่อประชาชนและการเวนคืนที่ดิน ช่วงระยะทางจากป่าสักลงสู่อ่าวไทยที่มีระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร จะต้องมีการจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมและส่งผลกระทบต่อราษฎรประมาณ 2,000 กว่าครัวเรือน 


'ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนในระดับหนึ่งแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะมีการจ่ายค่าที่ดินและค่าชดเชยให้อย่างเป็นธรรม'อธิบดรกรมชลปรัทาน กล่าวและว่า สำหรับกระบวนการก่อสร้างทั้งหมดได้วางกรอบระยะเวลาไว้ประมาณ 8 ปี

อธิบดีกรมชลประทานเน้นย้ำความมั่นใจว่า หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะช่วยลดปริมาณมวลน้ำที่ต้องปล่อยลงสู่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งในปัจจุบันช่วงที่น้ำหลากมักสร้างความเสียหายหนักในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ปทุมธานี และสุพรรณบุรี นอกจากนี้ น้ำที่เคยต้องไหลผ่านเส้นเลือดฝอยสายเล็กๆ จะถูกดึงให้วิ่งตรงลงสู่อ่าวไทยได้ทันที ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่อยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว


ที่มาข้อมูล : กรมชลประทาน

ที่มารูปภาพ : กรมชลประทาน

แท็กบทความ

กรมชลประทาน
โครงการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา2
บริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง
แก้ไขน้ำท่วมระยะยาว
ครม.