น้ำเจ้าพระยาไม่ล้นเข้ากรุง "ดร.สิตางศุ์" ชี้คนกรุงเบาใจได้ เหลือแค่น้ำขัง

Share on Line Share on Facebook Share on X
น้ำเจ้าพระยาไม่ล้นเข้ากรุง "ดร.สิตางศุ์" ชี้คนกรุงเบาใจได้ เหลือแค่น้ำขัง

นักวิชาการ มก. ชี้น้ำเจ้าพระยาทรงตัว 2,500 ลบ.ม./วินาที ยังไม่ข้ามคัน เตือนท่าจีนน้ำขึ้นอีก อาจท่วมยาวถึงสิ้น พ.ย.

ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยสถานการณ์น้ำล่าสุดเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ว่า ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นมาแตะระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า แต่ยังไม่ข้ามคันกั้นน้ำ เนื่องจากยังต่ำกว่าความจุลำน้ำที่สถานี C.13 อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ซึ่งอยู่ที่ 2,720 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ข้อมูลจากกรมชลประทาน ณ เวลา 06.00 น. วันเดียวกัน ระบุว่า สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,416 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำ 23.71 เมตร (รทก.) ต่ำกว่าระดับตลิ่งที่ 25.70 เมตร ขณะที่ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 17.77 เมตร (รทก.) ส่วนท้ายน้ำ สถานี C.3 จังหวัดสิงห์บุรี วัดได้ 2,505 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สถานี C.7A จังหวัดอ่างทอง 2,384 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และสถานี C.35 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1,421 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที


สรุปข่าว

ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ประเมินเจ้าพระยาทรงตัวที่ราว 2,500 ลบ.ม./วินาที ยังต่ำกว่าความจุลำน้ำ C.13 ที่ 2,720 ลบ.ม./วินาที ขณะที่นครสวรรค์เริ่มลดลง ส่วนลุ่มน้ำท่าจีนยังต้องเฝ้าระวัง ระดับน้ำอาจสูงขึ้นอีก แนะยกของเพิ่ม 40-50 ซม. และบางพื้นที่อาจท่วมถึงสิ้น พ.ย.

นักวิชาการ มก. ชี้น้ำเจ้าพระยาทรงตัว 2,500 ลบ.ม./วินาที ยังไม่ข้ามคัน เตือนท่าจีนน้ำขึ้นอีก อาจท่วมยาวถึงสิ้น พ.ย.

ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยสถานการณ์น้ำล่าสุดเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ว่า ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นมาแตะระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า แต่ยังไม่ข้ามคันกั้นน้ำ เนื่องจากยังต่ำกว่าความจุลำน้ำที่สถานี C.13 อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ซึ่งอยู่ที่ 2,720 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ข้อมูลจากกรมชลประทาน ณ เวลา 06.00 น. วันเดียวกัน ระบุว่า สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,416 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำ 23.71 เมตร (รทก.) ต่ำกว่าระดับตลิ่งที่ 25.70 เมตร ขณะที่ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 17.77 เมตร (รทก.) ส่วนท้ายน้ำ สถานี C.3 จังหวัดสิงห์บุรี วัดได้ 2,505 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สถานี C.7A จังหวัดอ่างทอง 2,384 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และสถานี C.35 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1,421 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที


ดร.สิตางศุ์ ระบุว่า แนวโน้มน้ำที่สถานี C.2 เริ่มลดลง ส่วนน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ทรงตัว คาดว่าการระบายที่เขื่อนเจ้าพระยาจะคุมไว้ที่ราว 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และไม่น่าจะเพิ่มขึ้นอีก เว้นแต่มีฝนตกหนักผิดคาด ซึ่งขณะนี้กรมอุตุนิยมวิทยายังไม่มีการพยากรณ์ในลักษณะดังกล่าว สอดคล้องกับแบบจำลองคาดการณ์ของกรมชลประทานที่ประเมินว่าน้ำที่นครสวรรค์จะค่อย ๆ ลดลงเหลือราว 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีภายในวันที่ 6 ตุลาคม ทั้งนี้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มลดลงแล้ว พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเท้อในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาจะค่อย ๆ คลี่คลาย

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยานอกคันกั้นน้ำ หากยกของขึ้นพ้นระดับน้ำที่อัตราการระบาย 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีไว้แล้วถือว่าปลอดภัย แต่หากต้องการความมั่นใจมากขึ้น สามารถยกให้พ้นระดับ 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีได้

ด้านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ แม้ปริมาณน้ำในอ่างจะเกิน 100% แต่ยังควบคุมการระบายได้ พื้นที่ท้ายเขื่อนมีน้ำล้นตลิ่งบางจุด แต่ไม่มีน้ำหลาก ขณะที่ต้นน้ำป่าสัก ข้อมูลกรมชลประทานพบว่าสถานี S.42 อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ มีปริมาณน้ำ 265.10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สูงกว่าความจุลำน้ำที่ 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ในส่วนของกรุงเทพมหานครและปทุมธานี น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่ข้ามคัน พื้นที่ในคันกั้นน้ำยังไม่น่ากังวล แต่ให้ระวังน้ำไหลย้อนขึ้นมาทางฝาท่อระบายน้ำบนถนน โดยเฉพาะฝั่งธนบุรี ซึ่งอาจเห็นน้ำพุ่งขึ้นจากท่อ เนื่องจากระดับน้ำทะเลหนุนสูงประกอบกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณมาก ส่วนจุดที่ยังมีน้ำท่วมขัง ควรเร่งระดมเครื่องสูบน้ำออก

ดร.สิตางศุ์ ยังเตือนกรณีพื้นที่น้ำขังเน่าเสีย เช่น เคหะคลองจั่นและร่มเกล้า ว่าไม่ควรใส่ EM ball ลงในน้ำ เพราะจะทำให้น้ำเน่าเหม็นหนักกว่าเดิม วิธีที่ดีที่สุดคือเร่งสูบน้ำออก

สำหรับลุ่มน้ำอื่น ทั้งแม่กลอง บางปะกง ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และเพชรบุรี สถานการณ์ทรงตัวและเริ่มดีขึ้น แต่ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 7 วัน โดยลุ่มน้ำแม่กลองแม้การระบายจะค่อย ๆ ลดลง แต่วันนี้จังหวัดราชบุรีและสมุทรสงครามยังได้รับผลกระทบหนักใกล้เคียงกับเมื่อวาน และยังมีน้ำไหลย้อนออกทางท่อระบายน้ำ ประชาชนที่ยกของไว้ตามคำแนะนำเมื่อวานน่าจะเพียงพอแล้ว เนื่องจากแนวโน้มน้ำกำลังลดลง

ส่วนที่น่าเป็นห่วงคือลุ่มน้ำท่าจีน ซึ่งยังมีน้ำเอ่อล้นและท่วมในหลายพื้นที่ และระดับน้ำจะสูงขึ้นอีก ประชาชนในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมอยู่ควรยกของขึ้นสูงกว่าเดิมอีก 40-50 เซนติเมตร โดยคาดว่าพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนอาจต้องอยู่กับน้ำไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ (thaiwater.net) แสดงให้เห็นว่าสถานีวัดระดับน้ำที่อยู่ในสถานะล้นตลิ่งกระจุกตัวอยู่บริเวณภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันตก ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลระดับน้ำด้วยตนเองได้ผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว รวมถึงรายงานสถานการณ์น้ำของกรมชลประทาน

ที่มาข้อมูล : ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

บรรณาธิการออนไลน์