ไม่ใช่แค่ กทม. ภาพดาวเทียมชี้ ทั่วไทยน้ำท่วมขัง 29 จังหวัด สถานการณ์รุนแรงอย่างไรบ้าง ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ไม่ใช่แค่ กทม. ภาพดาวเทียมชี้ ทั่วไทยน้ำท่วมขัง 29 จังหวัด สถานการณ์รุนแรงอย่างไรบ้าง ?

น้ำท่วมรอบนี้ ไม่ได้เกิดกับแค่กรุงเทพฯ แต่ภาพถ่ายจากดาวเทียมชี้ว่า ตอนนี้ ยังมีน้ำท่วมขังครอบคลุม 29 จังหวัดทั่วไทย 

สถานการณ์น้ำรอบนี้เป็นอย่างไรบ้าง สร้างความสูญเสียไปเท่าไหร่ น้ำเก่ายังไม่ระบาย มีเตือนรอบใหม่อย่างไรบ้าง ?

ภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-1D ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ณ วันที่ 27 กันยายน 2569 ตรวจพบพื้นที่น้ำท่วมขังรวมประมาณ 1,631,394 ไร่ ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกบางส่วน ครอบคลุมพื้นที่ 29 จังหวัด สอดคล้องกับรายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) 

โดยรายงานชี้ว่า พื้นที่ประสบภัย 29 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร, เพชรบุรี, เพชรบูรณ์, กาญจนบุรี, กำแพงเพชร, จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ชัยนาท, ตาก, นครนายก, นครปฐม, นครสวรรค์, นนทบุรี, ปทุมธานี, ปราจีนบุรี, พระนครศรีอยุธยา, พิจิตร, พิษณุโลก, ระยอง, ราชบุรี, ลพบุรี, สมุทรปราการ, สระบุรี, สิงห์บุรี, สุโขทัย, สุพรรณบุรี, อ่างทอง, และอุทัยธานี

กระจายอยู่ 167 อำเภอ 890 ตำบล 5,077 หมู่บ้านและความเสียหายสะสมตั้งแต่กลางเดือนกันยายนเป็นตันมา มีจังหวัดที่ประสบภัยรวม 42 จังหวัด และกทม. มีผู้เสียชีวิตแล้ว 23 ราย โดยจังหวัดสมุทรปราการเป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด 8 ราย

โดยสถานการณ์น้ำในรอบนี้ ภาคกลางเป็นพื้นที่รับแรงกระแทกสูงสุด รวม 13 จังหวัด ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 4.2 แสนครัวเรือน

ในมิติการเคลื่อนตัวของมวลน้ำ พฤติกรรมศาสตร์ของน้ำในภาพรวมประเทศแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ยังอยู่ในภาวะผันผวนสูง โดยมีพื้นที่ที่ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น 14 จังหวัด พื้นที่ระดับน้ำทรงตัว 6 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ขณะที่พื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลงมีจำนวน 9 จังหวัด  

สรุปข่าว

ภาพถ่ายดาวเทียม GISTDA ณ วันที่ 27 กันยายน 2569 พบพื้นที่น้ำท่วมขัง 1.63 ล้านไร่ ครอบคลุม 29 จังหวัด ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่กลางเดือนกันยายนอยู่ที่ 23 ราย และมีประชาชนกว่า 4.2 แสนครัวเรือนได้รับผลกระทบในภาคกลาง น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อสถานประกอบการ 40 จังหวัด รวม 1,267 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางกายภาพเบื้องต้น 22.18 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังต้องเฝ้าระวังการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำลุ่มน้ำตอนล่างสูงขึ้น 0.70–1.70 เมตร รวมถึงภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในช่วง 29 กันยายน–4 ตุลาคม

น้ำท่วมรอบนี้ ไม่ได้เกิดกับแค่กรุงเทพฯ แต่ภาพถ่ายจากดาวเทียมชี้ว่า ตอนนี้ ยังมีน้ำท่วมขังครอบคลุม 29 จังหวัดทั่วไทย 

สถานการณ์น้ำรอบนี้เป็นอย่างไรบ้าง สร้างความสูญเสียไปเท่าไหร่ น้ำเก่ายังไม่ระบาย มีเตือนรอบใหม่อย่างไรบ้าง ?

ภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-1D ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ณ วันที่ 27 กันยายน 2569 ตรวจพบพื้นที่น้ำท่วมขังรวมประมาณ 1,631,394 ไร่ ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกบางส่วน ครอบคลุมพื้นที่ 29 จังหวัด สอดคล้องกับรายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) 

โดยรายงานชี้ว่า พื้นที่ประสบภัย 29 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร, เพชรบุรี, เพชรบูรณ์, กาญจนบุรี, กำแพงเพชร, จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ชัยนาท, ตาก, นครนายก, นครปฐม, นครสวรรค์, นนทบุรี, ปทุมธานี, ปราจีนบุรี, พระนครศรีอยุธยา, พิจิตร, พิษณุโลก, ระยอง, ราชบุรี, ลพบุรี, สมุทรปราการ, สระบุรี, สิงห์บุรี, สุโขทัย, สุพรรณบุรี, อ่างทอง, และอุทัยธานี

กระจายอยู่ 167 อำเภอ 890 ตำบล 5,077 หมู่บ้านและความเสียหายสะสมตั้งแต่กลางเดือนกันยายนเป็นตันมา มีจังหวัดที่ประสบภัยรวม 42 จังหวัด และกทม. มีผู้เสียชีวิตแล้ว 23 ราย โดยจังหวัดสมุทรปราการเป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด 8 ราย

โดยสถานการณ์น้ำในรอบนี้ ภาคกลางเป็นพื้นที่รับแรงกระแทกสูงสุด รวม 13 จังหวัด ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 4.2 แสนครัวเรือน

ในมิติการเคลื่อนตัวของมวลน้ำ พฤติกรรมศาสตร์ของน้ำในภาพรวมประเทศแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ยังอยู่ในภาวะผันผวนสูง โดยมีพื้นที่ที่ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น 14 จังหวัด พื้นที่ระดับน้ำทรงตัว 6 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ขณะที่พื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลงมีจำนวน 9 จังหวัด  

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยข้อมูลวิเคราะห์จากศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม (CMC) ณ วันที่ 28 กันยายน 2569 ชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันสะสมทางเศรษฐกิจต่อภาคอุตสาหกรรม โดนประเมินว่า น้ำท่วมรอบนี้ได้สร้างผลกระทบต่อสถานประกอบการใน 40 จังหวัด รวม 1,267 ราย

แบ่งเป็น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) 1,162 ราย, โรงงานอุตสาหกรรม 52 ราย, วิสาหกิจชุมชน 51 ราย และเหมืองแร่ 2 ราย  โดยมีมูลค่าความเสียหายทางกายภาพเบื้องต้นประเมินไว้ที่ 22.18 ล้านบาท

โดยพื้นที่ที่ยังมีการเฝ้าระวังในฝั่งภาคอุตสาหกรรมได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ที่ในเฟส 7-9 มีน้ำท่วมขังสูงประมาณ 70 เซนติเมตรจากระดับถนน และนิคมอุตสาหกรรมบางพลี ที่มีน้ำท่วมขังบนผิวจราจรบริเวณซอย 1-2 สูงประมาณ 30-80 เซนติเมตร ขณะที่นิคมอื่นๆ อยู่ระหว่างการระบายน้ำ และระดับน้ำเริ่มลดแล้ว 

จุดที่ต้องเฝ้าระวังเชิงนโยบายขั้นสูงสุด คือความเสี่ยงจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ที่จำเป็นต้องระบายน้ำในอัตรา 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วง 1–9 วันข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างล้นตลิ่งและเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 0.70–1.70 เมตร

รายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ภาพรวมปริมาณฝนในประเทศไทยเริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ก็ได้มีการประกาศเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง ในช่วงวันที่ 29 ก.ย. – 4 ต.ค. 69 โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่อาจส่งผลต่อการซ้อนทับการระบายน้ำได้