น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจหลักหมื่นล้าน รัฐเร่งมาตรการช่วยประชาชน-ธุรกิจ

Share on Line Share on Facebook Share on X
น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจหลักหมื่นล้าน รัฐเร่งมาตรการช่วยประชาชน-ธุรกิจ

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 นอกจากส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนแล้ว ยังเริ่มส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคการผลิต เกษตรกรรม การค้า และบริการ โดยสถาบันวิชาการประเมินความเสียหายเบื้องต้นอยู่ในระดับหลักหมื่นล้านบาท ขณะที่รัฐบาลเร่งมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรับมือทั้งช่วงน้ำท่วมและการฟื้นฟูหลังสถานการณ์คลี่คลาย

ม.หอการค้าไทยประเมินความเสียหายกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบจากอุทกภัยช่วงวันที่ 25-29 กันยายน 2569 รวม 5 วัน ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัด

กรณีฐานประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.066 ของ GDP ทั้งปี ส่วนกรอบความเสียหายขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริง ระยะเวลาที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก และความสามารถในการกลับมาดำเนินกิจกรรมเพื่อชดเชยหลังสถานการณ์คลี่คลาย

ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น บ้านพักอาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร โดยประเมินเบื้องต้นว่าสถานการณ์น่าจะคลี่คลายภายในประมาณ 1 สัปดาห์ หากน้ำท่วมยืดเยื้อกว่าที่คาด จำเป็นต้องทบทวนตัวเลขผลกระทบอีกครั้ง

กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ ขณะที่ภาพรวมผลกระทบต่อ GDP ทั้งปีอยู่ในวงจำกัด โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.2-2.3 ตามเดิม

สรุปข่าว

น้ำท่วมปลายเดือน ก.ย. 2569 กระทบกิจกรรมเศรษฐกิจหลายพื้นที่ ม.หอการค้าไทยประเมินกรณีฐานเสียหาย 12,283 ล้านบาท ขณะที่ ม.รังสิตประเมินเฉลี่ย 25,000 ล้านบาท ด้านกระทรวงการคลังเร่งธนาคารรัฐออกมาตรการพักหนี้ สินเชื่อฉุกเฉิน เติมสภาพคล่อง และเงินฟื้นฟูหลังน้ำลด

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 นอกจากส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนแล้ว ยังเริ่มส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคการผลิต เกษตรกรรม การค้า และบริการ โดยสถาบันวิชาการประเมินความเสียหายเบื้องต้นอยู่ในระดับหลักหมื่นล้านบาท ขณะที่รัฐบาลเร่งมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรับมือทั้งช่วงน้ำท่วมและการฟื้นฟูหลังสถานการณ์คลี่คลาย

ม.หอการค้าไทยประเมินความเสียหายกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบจากอุทกภัยช่วงวันที่ 25-29 กันยายน 2569 รวม 5 วัน ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัด

กรณีฐานประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.066 ของ GDP ทั้งปี ส่วนกรอบความเสียหายขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริง ระยะเวลาที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก และความสามารถในการกลับมาดำเนินกิจกรรมเพื่อชดเชยหลังสถานการณ์คลี่คลาย

ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น บ้านพักอาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร โดยประเมินเบื้องต้นว่าสถานการณ์น่าจะคลี่คลายภายในประมาณ 1 สัปดาห์ หากน้ำท่วมยืดเยื้อกว่าที่คาด จำเป็นต้องทบทวนตัวเลขผลกระทบอีกครั้ง

กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ ขณะที่ภาพรวมผลกระทบต่อ GDP ทั้งปีอยู่ในวงจำกัด โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.2-2.3 ตามเดิม

ม.รังสิตประเมินความเสียหายเฉลี่ย 2.5 หมื่นล้านบาท

อีกการประเมินจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งประเมินสถานการณ์ช่วงวันที่ 24-27 กันยายน 2569 ระบุว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจอยู่ในช่วง 16,000-33,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 25,000 ล้านบาท

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร รองลงมาคือภาคตะวันออกและภาคกลาง โดยประเมินว่าผลกระทบอาจทำให้ GDP ไตรมาส 3 ลดลงประมาณร้อยละ 0.55 หรืออยู่ในกรอบร้อยละ 0.36-0.73

สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาคการผลิตและเกษตรกรรมเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่กรุงเทพฯ กลุ่มค้าส่งและค้าปลีกมีสัดส่วนผลกระทบร้อยละ 23.4 ตามด้วยธนาคารและประกันภัยร้อยละ 14.9 และการบริหารราชการร้อยละ 10.3

ตัวเลขจากทั้ง 2 สถาบันมีความแตกต่างกัน เนื่องจากช่วงเวลาที่นำมาประเมิน สมมติฐาน และขอบเขตการคำนวณแตกต่างกัน จึงต้องติดตามสถานการณ์น้ำและระยะเวลาการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจประกอบด้วย

กระทรวงการคลังเร่งธนาคารรัฐช่วยลูกหนี้น้ำท่วม

ด้านมาตรการภาครัฐ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ประสานสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐให้เร่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายจำเป็นในช่วงเกิดภัย การดูแลภาระหนี้เดิม และเงินทุนสำหรับซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือกลับมาประกอบอาชีพ

แนวทางช่วยเหลือครอบคลุมสินเชื่อฉุกเฉินและสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟู ผ่านธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank

ด้านที่อยู่อาศัยมีธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. เข้ามาดูแล พร้อมมาตรการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้จากสถาบันการเงินของรัฐหลายแห่ง รวมถึงมาตรการจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. เพื่อช่วยลดภาระและเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน

แต่ละสถาบันการเงินจะประกาศรายละเอียด หลักเกณฑ์ และช่องทางติดต่อสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ โดยผู้ประสบภัยที่เป็นลูกค้าธนาคารรัฐสามารถตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขกับธนาคารที่ใช้บริการโดยตรง

คปภ.เร่งช่วยบ้าน-รถได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. พร้อมภาคธุรกิจประกันภัย เร่งดำเนินมาตรการรองรับผู้เอาประกันภัยที่บ้านพักอาศัยและรถยนต์ได้รับความเสียหาย

ประชาชนควรตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองตามกรมธรรม์ เก็บหลักฐานความเสียหายให้ครบถ้วน แจ้งบริษัทประกันภัยเมื่อสามารถดำเนินการได้ และเตรียมเอกสารสำหรับเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

คปภ.ยังเตรียมหารือกับบริษัทประกันวินาศภัยเกี่ยวกับการสำรวจความเสียหายผ่านระบบฐานข้อมูลกลาง การจัดเตรียมรถยกและรถลากร่วมกับกรุงเทพมหานคร ตลอดจนกำหนดกรอบการจ่ายค่าสินไหมให้รวดเร็วและเป็นธรรม รวมถึงพิจารณามาตรการผ่อนผันที่เกี่ยวข้อง ผู้ประสบภัยสามารถสอบถามข้อมูลผ่านสายด่วน คปภ. 1186

มาตรการในระยะต่อจากนี้จึงมีทั้งการบรรเทาภาระหนี้ เติมสภาพคล่อง และเตรียมเงินทุนสำหรับช่วงฟื้นฟู เพื่อให้ครัวเรือนสามารถซ่อมแซมบ้านและรถยนต์ ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถกลับมาเปิดกิจการและดำเนินธุรกิจได้หลังระดับน้ำลดลง

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

บรรณาธิการออนไลน์