เอเชียนเกมส์ 2026 : ทำความรู้จักระบบ Challenge ที่การแข่งขันแบดมินตันเอเชียนเกมส์ มีไม่ครบทุกคอร์ท

ก่อนอื่น TNN Tech ขอแสดงความยินดีกับ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ คว้าเหรียญทองแบดมินตันชายเดี่ยวเอเชียนเกมส์คนแรกของไทยมาครอง แถมยังกลับขึ้นมาเป็นมือ 1 ของโลกอีกรอบหนึ่งด้วย
ซึ่งการคว้าเหรียญในครั้งนี้ ทำให้กุลวุฒิกลายเป็นชายเดี่ยวไทยคนแรกในรอบ 56 ปี ที่ติดเหรียญเอเชียนเกมส์ ประเภทบุคคล ต่อจากคุณสงบ รัตนุสสรณ์ ที่คว้าเหรียญทองแดงในปี 1970 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
แต่ทว่าเอเชียนเกมส์ในปีนี้ (Asian Games 2026) เจ้าภาพอย่างญี่ปุ่นที่ต้องการใช้งบประมาณอย่างเบามือที่สุด กลับถูกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของการจัดการทั้งในและนอกสนาม ซึ่งรวมถึงสนามแบดมินตันด้วย
หากใครได้ติดตามรับชมการถ่ายทดการแข่งขันแบดมินตัน ปัญหาที่สนามแบดมินตันต้องเผชิญ คือ ไม่มีระบบ Challenge หรือเทคโนโลยีที่มีไว้สำหรับช่วยตัดสินใจลูกลงหรือลูกออก ในทุกคอร์ทการแข่งขัน มีเฉพาะคอร์ทหลัก
แมตช์ที่เห็นอย่างชัดเจนคือรอบก่อนรองชนะเลิศ ที่วิว กุลวุฒิ ต้องพบกับอึนกาลอง อังกุส มือเก๋าจากฮ่องกง แม้ว่าวิวจะเอาชนะมาได้ 2-1 เกม แต่หลายต่อหลายครั้งที่จุดตกลูกขนไก่กับคำตัดสินของกรรมการกำกับเส้น (Line judge) หรือแม้แต่ผู้ตัดสินหลัก (Umpire) ค้านสายตาชาวไทย
รวมถึงค้านสายตาเจ้าวิว ที่เป็นผู้เล่นและยืนอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สุดด้วย ลูกออกถูกตัดสินให้เป็นลูกลง ส่วนลูกลงก็ถูกตัดสินให้เป็นลูกออก ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่หลายท่านได้ติดตาม Umpire ยืนยันตามที่ Line judge ชี้ ผู้เล่นอย่างวิวที่ตีในคอร์ท 3 ไม่มีระบบ Challenge ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากยอมรับผลการตัดสิน
สิ่งนี้ทำให้นักกีฬาหงุดหงิดใจหรืออาจจะสติหลุดได้ เพราะไม่มีเทคโนโลยีที่ช่วยพิสูจน์ความเคลือบแคลงใจ จบเกมเจ้าวิวที่อึดอัดใจถึงขั้นต้องขว้างไม้ระบายอารมณ์ และยอมให้ Umpire แจกใบเหลือง ปรับ 250 ดอลลาร์สหรัฐตามระเบียบ
แต่ล่าสุด วิว กุลวุฒิ และ Umpire ชาวญี่ปุ่นคนนั้นก็ได้ขอโทษขอโพยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ภาพจาก Reuters
สรุปข่าว
ก่อนอื่น TNN Tech ขอแสดงความยินดีกับ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ คว้าเหรียญทองแบดมินตันชายเดี่ยวเอเชียนเกมส์คนแรกของไทยมาครอง แถมยังกลับขึ้นมาเป็นมือ 1 ของโลกอีกรอบหนึ่งด้วย
ซึ่งการคว้าเหรียญในครั้งนี้ ทำให้กุลวุฒิกลายเป็นชายเดี่ยวไทยคนแรกในรอบ 56 ปี ที่ติดเหรียญเอเชียนเกมส์ ประเภทบุคคล ต่อจากคุณสงบ รัตนุสสรณ์ ที่คว้าเหรียญทองแดงในปี 1970 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
แต่ทว่าเอเชียนเกมส์ในปีนี้ (Asian Games 2026) เจ้าภาพอย่างญี่ปุ่นที่ต้องการใช้งบประมาณอย่างเบามือที่สุด กลับถูกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของการจัดการทั้งในและนอกสนาม ซึ่งรวมถึงสนามแบดมินตันด้วย
หากใครได้ติดตามรับชมการถ่ายทดการแข่งขันแบดมินตัน ปัญหาที่สนามแบดมินตันต้องเผชิญ คือ ไม่มีระบบ Challenge หรือเทคโนโลยีที่มีไว้สำหรับช่วยตัดสินใจลูกลงหรือลูกออก ในทุกคอร์ทการแข่งขัน มีเฉพาะคอร์ทหลัก
แมตช์ที่เห็นอย่างชัดเจนคือรอบก่อนรองชนะเลิศ ที่วิว กุลวุฒิ ต้องพบกับอึนกาลอง อังกุส มือเก๋าจากฮ่องกง แม้ว่าวิวจะเอาชนะมาได้ 2-1 เกม แต่หลายต่อหลายครั้งที่จุดตกลูกขนไก่กับคำตัดสินของกรรมการกำกับเส้น (Line judge) หรือแม้แต่ผู้ตัดสินหลัก (Umpire) ค้านสายตาชาวไทย
รวมถึงค้านสายตาเจ้าวิว ที่เป็นผู้เล่นและยืนอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สุดด้วย ลูกออกถูกตัดสินให้เป็นลูกลง ส่วนลูกลงก็ถูกตัดสินให้เป็นลูกออก ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่หลายท่านได้ติดตาม Umpire ยืนยันตามที่ Line judge ชี้ ผู้เล่นอย่างวิวที่ตีในคอร์ท 3 ไม่มีระบบ Challenge ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากยอมรับผลการตัดสิน
สิ่งนี้ทำให้นักกีฬาหงุดหงิดใจหรืออาจจะสติหลุดได้ เพราะไม่มีเทคโนโลยีที่ช่วยพิสูจน์ความเคลือบแคลงใจ จบเกมเจ้าวิวที่อึดอัดใจถึงขั้นต้องขว้างไม้ระบายอารมณ์ และยอมให้ Umpire แจกใบเหลือง ปรับ 250 ดอลลาร์สหรัฐตามระเบียบ
แต่ล่าสุด วิว กุลวุฒิ และ Umpire ชาวญี่ปุ่นคนนั้นก็ได้ขอโทษขอโพยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ภาพจาก Reuters
Challenge ในแบดมินตันคืออะไร ?
อธิบายง่าย ๆ ระบบ Challenge ก็คือการอุทธรณ์คำตัดสินในกรณีลูกขนไก่ลง (IN) หรือออก (OUT) นอกสนาม โดยใช้เทคโนโลยีที่มีชื่อว่า Hawk-Eye เข้ามาช่วย
ตามกติกาของสหพันธ์แบดมินตันโลก (Badminton World Federation หรือ BWF) ในปัจจุบัน นักกีฬาสามารถ Challenge คำตัดสินของ Line judge หรือคำตัดสินที่ Umpire เปลี่ยนจาก Line Judge ได้ และต้องขอ Challenge ทันทีหลังจากลูกตกและมีคำตัดสิน ไม่สามารถปล่อยเวลาทิ้งไปหรือหันไปถามโค้ชได้
นักกีฬาสามารถ Challenge ได้ 2 ครั้งต่อเกม (เมื่อก่อน 2 ครั้งต่อแมตช์) หาก Challenge สำเร็จ คำตัดสินเดิมจะถูกเปลี่ยน และนักกีฬาไม่เสียสิทธิ์ แต่หาก Challenge ผิด ก็จะเสียสิทธิ์ไปหนึ่งครั้ง ซึ่งหากผิดครบ 2 ครั้ง นักกีฬาก็จะไม่สามารถ Challenge เพิ่มในเกมนั้นอีก
และถ้า Line Judge ทำสัญลักษณ์ปิดตาหรือมองไม่เห็น (Unsighted) ตัวของ Umpire ก็สามารถใช้สิทธิ์ขอดูภาพจากระบบ Challenge เอง โดยที่ไม่หักสิทธิ์ของนักกีฬา เรียกได้ว่า Hawk-Eye มาเพิ่มความยุติธรรมให้กับเกมกีฬาเป็นอย่างมาก
Hawk-Eye ในแบดมินตันคืออะไร ?
สหพันธ์แบดมินตันโลก เรียกระบบนี้อย่างเป็นทางการว่า Instant Review System (IRS) ส่วน Hawk-Eye เป็นเทคโนโลยีและผู้ให้บริการระบบติดตามวัตถุด้วยกล้องที่ถูกนำมาใช้กับ IRS ในการแข่งขันระดับสูง
ตามรายงานของ BWF Annual Report 2013 ระบุว่า ได้เริ่มทดลองใช้ Instant Review System เป็นครั้งแรกในการแข่งขัน BWF World Superseries Finals ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เดือนธันวาคม 2013 โดย “เทพลี” ลี ชอง เว่ย (Lee Chong Wei) หนึ่งในราชาแบดมินตันชายเดี่ยวของโลก ชาวมาเลเซีย เป็นนักกีฬาคนแรกที่ใช้สิทธิ์ Challenge และเขา Challenge สำเร็จด้วย
จากนั้นเริ่มนำมาใช้จริงในการแข่งขันรายการระดับ Superseries ที่เกาหลีใต้ , มาเลเซีย และอังกฤษ ในปี 2014 นับตั้งแต่นั่นมา BWF นำเทคโนโลยี Hawk-Eye มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Instant Review อย่างเป็นทางการ สำหรับสนามหลักที่มีการถ่ายทอดโทรทัศน์
หลักการทำงาน
หัวใจของ Hawk-Eye คือ Optical Tracking หรือการติดตามวัตถุด้วยภาพจากกล้องความเร็วสูงหลายมุม
ข้อมูลจากเว็บไซต์บริษัท Hawk-Eye Innovation ระบุว่า เทคโนโลยี Hawk-Eye ปัจจุบันมีระบบที่เรียกว่า Shuttlecock Tracking ซึ่งเป็นการติดตามการเคลื่อนที่ของลูก และเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของบริษัท
หลักการการทำงานสามารถอธิบายเป็นลำดับได้ดังนี้
1. กล้องความเร็วสูงหลายตัวจับภาพลูกขนไก่จากหลายมุม รอบสนาม ซึ่งกล้องต้องทำงานสัมพันธ์กันเพราะลูกขนไก่มีขนาดเล็กและเคลื่อนที่เร็วมาก
2. Computer Vision ตรวจจับตำแหน่งของลูก ในแต่ละเฟรม แล้วใช้ข้อมูลจากหลายมุมเพื่อคำนวณตำแหน่งและเส้นทางการเคลื่อนที่ของลูก
3. ระบบนำตำแหน่งของลูกไปเทียบกับโมเดลของสนามและเส้นสนามเพื่อหาจุดที่ลูกตก
4. ซอฟต์แวร์ทำการตัดสินว่าลูกลง (IN) หรือออก (OUT) นอกสนาม
5. ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปสร้างเป็น ภาพจำลองกราฟิก และโชว์ให้เราเห็นทางโทรทัศน์และจอในสนาม
ระบบ Challenge กับราคาที่ต้องจ่าย
ปัจจุบัน การติดตั้งระบบ Challenge หรือ Instant Review System ระดับเดียวกับ Hawk-Eye ที่ใช้ในรายการ World tour ของ BWF ราคาจะค่อนข้างสูงมาก ซึ่งปัจจุบัน Hawk-Eye ไม่ได้เปิดเผย price list แบบสาธารณะสำหรับการติดตั้งต่อสนามให้ทราบ
แต่รายงานจาก New Straits Times สำนักข่าวเก่าแก่ของมาเลเซีย เผยข้อมูลล่าสุดในปี 2026 จากผู้พัฒนาระบบ IRS รายหนึ่งที่ได้รับการรับรองจาก BWF ระบุว่า ระบบ IRS แบบดั้งเดิมที่ใช้ในทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติ มีค่าใช้จ่ายมากกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อการแข่งขันหนึ่งรายการ หรือคิดคร่าว ๆ ราว 3 - 4 ล้านบาทขึ้นไปต่อทัวร์นาเมนต์
หลายคนอาจจะมองว่าราคาค่อนข้างสูง แต่อย่าลืมว่าระบบ Challenge ไม่ได้มีแค่กล้องที่มาติดรอบสนาม
แต่ยังมาพร้อมกับระบบเซิฟเวอร์, โปรแกรม, ระบบ tracking, มีค่าติดตั้งและ Calibration, ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบตลอดการแข่งขัน, จอและระบบเชื่อมต่อกับผู้ตัดสิน, การเชื่อมต่อกับระบบการถ่ายทอดสดและระบบกราฟิก ซึ่งยังไม่นับรวมค่าขนส่งด้วย
ทำไมมีระบบ Challenge ไม่ครบทุกคอร์ท
ย้อนกลับไปเกือบ 16 ปีที่แล้ว ที่ระบบ Challenge ถูกนำมาใช้สร้างความเป็นธรรมในวงการแบดมินตัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่
นี่จึงกลายเป็นคำถามของแฟนแบดมินตัน ที่ระบายอารมณ์ตามคอมเมนต์และในโซเชียลมีเดีย ว่ามหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่อย่างเอเชียนเกมส์ จัดขึ้นทุก 4 ปี ที่ควรจะมีระบบ Challenge ให้ครบทุกคอร์ทและทุกแมตช์ แต่กลับมีในเพียงสนามหลัก
ทำให้นักกีฬาที่ทุ่มแรงใจแรงกายในการฝึกซ้อม เข้าถึงเทคโนโลยีช่วยตัดสินไม่เท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ตาม หากปัญหาของเจ้าภาพญี่ปุ่นคือเรื่องของการประหยัดงบประมาณจริง การติดตั้ง Challenge ให้ครบทุกคอร์ทก็หมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนเหล่านั้นกำลังถูกแลกกับความแม่นยำ ความโปร่งใส ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อของประเทศเจ้าภาพ และโอกาสที่นักกีฬาจะได้รับการตัดสินอย่างเป็นธรรมที่สุด
เพราะฉะนั้น คำถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “เทคโนโลยีหรือระบบแพงเกินไปหรือไม่” แต่คือ “เราควรให้ราคาเท่าไร…กับความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสนาม ?”
- “สุรจนา” คว้าทองแดงยกน้ำหนักหญิง 53 กก. เอเชียนเกมส์
- ตบสาวไทยสู้สุดใจ พ่าย จีน 2-3 เซต ลุ้นเหรียญทองแดงเอเชียนเกมส์ 2026
- พิธีเปิดเอเชียนเกมส์ 2026 ทัพไทย 690 คนร่วมมหกรรมกีฬาเอเชีย
- เอเชียนเกมส์ 2026 เปิดฉากที่ญี่ปุ่น รวมข้อมูลที่ต้องรู้ก่อนเชียร์
- เอเชียนเกมส์ 2026 เปิดฉากวันนี้ เช็กคิวทัพไทย 19 ก.ย.
ที่มาข้อมูล : BWF Annual Report 2013 / BWF Fansite / Hawkeye innovation / New Straits Times
ที่มารูปภาพ : Reuters
